HOME

ต้องเร่งฉีดวัคซีนให้กับเด็กหรือไม่เมื่อเจอกับโอมิครอน

เร่งฉีดวัคซีนให้เด็กหรือไม่เมื่อเจอโอมิครอนมา

เร่งฉีดวัคซีนให้เด็กหรือไม่เมื่อเจอโอมิครอนมา

เร่งฉีดวัคซีนให้เด็กหรือไม่เมื่อเจอโอมิครอนมา

สวัสดีครับ ตามที่ญี่ปุ่นได้อนุมัติให้เด็กอายุ 5 ถึง 11 ปี “อยู่ในข่ายต้องได้รับวัคซีน” ตามที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว เรามาดูข้อเท็จจริงและความคิดเห็นของศาสตราจารย์ชาวญี่ปุ่นผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์กันสักหน่อยดีไหมครับ

ประเด็นการฉีดวัคซีนในเด็กวัย 5-11 ปีท่ามกลางการแพร่กระจายของไวรัสโควิดสายพันธุ์โอมิครอนที่จะเริ่มขึ้นในเดือนมีนาคมที่ญี่ปุ่นนี้ ศาสตราจารย์โมริอุจิ ฮิโรยูกิ (森内浩幸) แห่งสาขาวิชากุมารเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนางาซากิ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในเด็กและการฉีดวัคซีน ได้ให้สัมภาษณ์กับ Buzz Feed Japan Medical เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2022 ในประเด็นต่างๆ ดังนี้

แนวโน้มการติดเชื้อโควิดและอัตราการเสียชีวิตในเด็ก
ในญี่ปุ่นมีจำนวนเด็กที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น แต่นั่นเป็นเพราะพ่อแม่ติดเชื้อ จึงให้เด็กเข้ารักษาตัวด้วย แม้สายพันธุ์โควิดเปลี่ยนเป็นโอมิครอน แต่ก็ไม่ได้ทำให้จำนวนเด็กที่มีอาการรุนแรงถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมีเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีเป็นกลุ่มที่ได้รับผลรุนแรงสูงมากจากโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น หวัด ปอดบวม และหลอดลมอักเสบ รวมถึงโรคโควิด-19 ด้วย จึงมีเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก และยิ่งอายุน้อยเท่าไรมีโอกาสเสียชีวิตสูงขึ้นเท่านั้น

แต่กลุ่มเด็กอายุ 5-11 ปีกลับเป็น “กลุ่มที่ได้รับความรุนแรงจากโรคโควิดน้อยที่สุด” เป็นเพราะโควิดมีอาการโรคไม่ต่างจากโรคไข้หวัดและใช้การรักษาตามอาการ สำหรับเด็กวัยนี้ที่เรียกได้ว่าคุ้นเคยกับโรคหวัดอยู่แล้ว ภูมิคุ้มกันจะทำงานในระดับที่เหมาะสม แต่สำหรับวัยอื่นๆ ภูมิคุ้มกันอาจตอบสนองมากเกินไปจนเกิดอาการแทรกซ้อน ส่วนคนสูงอายุมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงทำให้ได้รับความรุนแรงจากโรคสูง

ส่วนอัตราการเสียชีวิตในเด็กจากโรคโควิดกลับตรงกันข้ามกับเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ วัยรุ่นมีอัตราเสียชีวิตสูงกว่าเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปีเพราะภาวะแทรกซ้อนในระบบร่างกายมีโอกาสเกิดขึ้นในเด็กโตมากกว่าเด็กเล็ก นอกจากนี้เด็กญี่ปุ่นยังมีความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่าเด็กอเมริกันด้วย

ที่ญี่ปุ่นโรคไข้หวัดใหญ่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในเด็กวัย 1-4 ปีและ 5-9 ปีสูงเป็นอันดับที่ 5 เด็กบางคนแม้ไม่เสียชีวิตแต่ก็มีโรคแทรกซ้อนรุนแรง เช่น โรคสมองอักเสบหรือปอดบวม แต่เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีติดเชื้อโควิดนับแสนคนแต่ยังไม่มีใครเสียชีวิตเลย อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับอาการข้างเคียงเพิ่มเติมมากนัก เลยไม่อาจกล่าวได้ว่าโรคโควิดไม่ต่างจากไข้หวัด แต่กล่าวได้ว่ามีอัตราการเสียชีวิตไม่ต่างจากโรคหวัด

แนวทางการฉีดวัคซีนในเด็ก

สถานการณ์ติดเชื้อในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปมาตลอดทำให้เป็นการยากที่จะชี้ชัดถึงข้อดีของวัคซีน การตอบสนองของวัคซีนต่อการป้องการการติดเชื้อแต่ละสายพันธุ์เริ่มลดลงเรื่อยๆ นับแต่สายพันธุ์อัลฟา เดลตา จนโอมิครอนที่แพร่กระจายอยู่ในตอนนี้

เมื่อสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับวัคซีนที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะเริ่มฉีดให้กับเด็กอายุ 5-11 ปีในเดือนมีนาคม ศาสตราจารย์โมริอุจิกล่าวว่า วัคซีนดังกล่าวเป็นแบบ mRNA ที่ปริมาณ 10 ไมโครกรัม (ผู้ใหญ่ใช้ที่ 30 ไมโครกรัม) ซึ่งความแตกต่างนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสียอะไรชัดเจนนักจนกว่าได้ฉีดให้เด็กจำนวนมากแล้วเท่านั้น อย่างไรก็ตามผลการฉีดวัคซีนให้เด็กในอเมริกาพบว่าแทบไม่พบผลข้างเคียงร้ายแรง นอกจากเด็กอาจมีไข้สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียสซึ่งเป็นผลข้างเคียงปกติ

หากมีการฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 5-11 ปีและอายุ 12 ปีในสถานที่เดียวกัน ผู้ฉีดควรใช้ความระมัดระวัง เพราะใช้ปริมาณวัคซีนแตกต่างกัน และควรระวังความเครียดที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กที่รู้สึกไม่มั่นใจในวัคซีน โดยอาจเกิดภาวะ Vasovagal reflex (ภาวะกระตุ้นเส้นประสาทอัตโนมัติ) หรือ Functional Somatic Syndrome (FSS หรือ อาการทางกายที่น่าจะมีผลเกี่ยวเนื่องกัน แต่ไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติด้วยการตรวจร่างกายหรือผลทางห้องปฏิบัติการ)

อย่างไรก็ตาม ในความเห็นของศาสตราจารย์โมริอุจินั้น “ไม่ควรฉีดวัคซีนให้กับเด็กอายุ 5-11 ปีที่มีสุขภาพดีอยู่แล้ว” แต่ “ควรให้มีการฉีดวัคซีนในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่มีความเสี่ยงสูง” ได้แก่ เด็กที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอจากระบบทางเดินหายใจล้มเหลว เด็กที่มีภาวะโรคทางระบบประสาท โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคจากความผิดปกติของโครโมโซม เช่น โรคปัญญาอ่อน โรคมะเร็ง รวมถึงเด็กที่มีภาวะอ้วน

นอกจากนี้ในด้านเกี่ยวกับการจัดสรรวัคซีน ศาสตราจารย์โมริอุจิกล่าวว่า หากมีปริมาณวัคซีนเท่ากับผู้ใหญ่สำหรับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป ควรฉีดให้เด็กอายุ 12-15 ปีเพียง 1 โดส แล้วจัดสรรส่วนที่เหลือให้ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัวให้ได้รับ 3 โดสจะดีกว่า เพราะผู้สูงอายุที่ได้รับวัคซีน 2 โดสทิ้งช่วงนานกว่าครึ่งปีและผู้ที่มีโรคประจำตัวมีความเสี่ยงสูงกว่าเด็กสุขภาพแข็งแรงที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

เป็นอย่างไรบ้างครับเนื้อหาที่ผู้เขียนได้นำเสนอในคราวนี้ ทั้งนี้ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านครับ

อ้างอิงข้อมูลจาก

website: http://www.xn--12c3bbp2co4acc5a8j7dwd.com/