สิ่งของเหล่านี้ที่ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าหากเก็บไว้จะเป็นการเรียกเทพเจ้า

สิ่งของเหล่านี้ที่ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าหากเก็บไว้จะเป็นการเรียกเทพเจ้าแห่งความยากจนเข้าบ้าน!!

แต่โบราณชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อว่า ในทุกที่และทุกสิ่งล้วนแล้วแต่มีเทพเจ้าอยู่ ไม่ว่าจะจับต้องได้ หรือมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เทพเจ้าอย่างนึงที่คนไทยเราฟังแล้วอาจจะแปลกก็เห็นจะมี “เทพเจ้าแห่งความยากจน” หรือที่ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “Binbougami” ซึ่งชาวญี่ปุ่นเชื่อว่า หากเทพเจ้าแห่งความยากจนไปอยู่กับใคร หรือไปอยู่ที่บ้านไหน จะนำพาความยากจนและความลำบากมาให้กับคน ๆ นั้น ฟังแล้วเชื่อว่าคงไม่มีใครที่อยากจะให้เทพเจ้าแห่งความยากจนมาอยู่ใกล้ตัวเราใช่ไหมละ? คราวนี้เราเลยจะหยิบยกความเชื่อของชาวญี่ปุ่นที่ว่า สิ่งของอะไรที่ถ้าเก็บไว้ในบ้านแล้วจะเป็นการเรียกเทพเจ้าแห่งความยากจนให้มาหา!

ของที่ไม่ใช้ ของที่พัง จะทำให้ดวงตก

รู้นะว่ามีหลายคนที่เก็บของที่ไม่ใช้แล้วเอาไว้ในบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่า เมื่อก่อนเคยใช้บ่อย ๆ สักวันอาจจะเอามาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง หรือมีของที่เสียแล้วแต่กลับไม่ยอมทิ้ง เพราะคิดว่าเดี๋ยวเอาไปซ่อมก็คงเอากลับมาใช้ใหม่ได้ แต่ที่จริงแล้วของทุกชิ้นในโลกนี้ล้วนแล้วแต่ถูกสร้างมาเพื่อการนำไปใช้ ดังนั้นการที่ไม่ยอมเอาของที่ยังใช้ได้ไปใช้ประโยชน์ให้เต็มที่จึงถือเป็นเรื่องที่ไม่ดีเอาซะเลย และการเอาของที่เสียไปซ่อมให้กลับมาทำหน้าที่ได้ดังเดิมก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน

ตามหลักฮวงจุ้ยของชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าการเก็บของที่ไม่ใช้แล้วหรือของที่เสียแล้วไว้ใกล้ตัวจะทำให้ดวงตกเอาได้ ฉะนั้นหากมีของที่เสียแล้ว เช่น จามชามที่บิ่น เครื่องใช้ไฟฟ้าที่พัง ก็ควรรีบจัดการทิ้งหรือซ่อมอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับของบางอย่างที่มีค่าทางจิตใจจริง ๆ ทิ้งไม่ลงแม้จะอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์แล้ว แนะนำให้นำสิ่งของดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ทำหน้าที่อื่นแทน เช่น นำมาใช้เป็นของตั้งโชว์ตกแต่งบ้าน เป็นต้น ก็ถือเป็นการแก้เคล็ดได้ทางนึงค่ะ

อาหารแช่แข็งหรืออาหารกระป๋องที่หมดอายุแล้ว

หลายคนคงรู้กันอยู่ว่าอาหารแช่แข็งหรืออาหารกระป๋องนั้น วันที่ที่ระบุเอาไว้ตรงฉลากเป็นวันที่ควรบริโภคก่อน ไม่ใช่วันที่หมดอายุ หลายคนที่คิดว่าเก็บเอาไว้ก่อนก็ได้ เสียดาย ยังไงก็ยังกินได้อยู่ และเมื่อคิดแบบนั้นแล้วก็มักจะเก็บเอาไว้จนสุดท้ายก็ไม่ได้กินสักทีและลืมไปในที่สุด เรื่องนี้ก็เหมือนกันค่ะ ของทุกอย่างล้วนถูกสร้างมาเพื่อทำหน้าที่ของมัน เช่นเดียวกับอาหารเหล่านี้ที่ถูกสร้างมาเพื่อเป็นอาหารให้เรากิน หากเราไม่ใช้ของประโยชน์จากของเหล่านี้ให้เต็มที่ สักวันเทพเจ้าแห่งความยากจนก็อาจจะแวะมาหาเราได้โดยที่เราไม่ทันได้ตั้งตัว

 

ในชีวิตประจำเราของพวกเราถูกรายล้อมไปด้วยสิ่งของต่าง ๆ มากมาย อย่าลืมที่จะลองหันกลับมาสำรวจสิ่งของต่าง ๆ รอบตัวเรากันสักหน่อย ว่าเราได้ให้โอกาสสิ่งของรอบตัวเราทำหน้าที่ของมันได้อย่างเต็มที่แล้วหรือยัง เหมือนอย่างที่ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่า ของทุกสิ่งล้วนแล้วแต่มีจิตวิญญาณในตัวของมัน หากเราไม่ปล่อยให้สิ่งของต่าง ๆ ได้ทำประโยชน์ตามหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ นอกจากจะพาดวงตกแล้ว ยังจะเป็นการเรียกเทพแห่งความยากจนให้มาเยือนอีกด้วยนะคะ

UFABET เว็บตรง

อาหาร การนอนหลับ และเรื่องเซ็กส์ สิ่งไหนสำคัญที่สุดสำหรับคนญี่ปุ่น ?

อาหาร การนอนหลับ และเรื่องเซ็กส์ สิ่งไหนสำคัญที่สุดสำหรับคนญี่ปุ่น ?

นักจิตวิทยาชาวญี่ปุ่นได้กล่าวถึงทฤษฎีที่เรียกว่า Sandai Yokkyu หรือ ความต้องการ 3 ประการ ซึ่งประกอบไปด้วย อาหาร การนอนหลับ และ เซ็กส์ ความต้องการ 3 ประการนี้ถือเป็นแรงจูงใจอันยิ่งใหญ่ในการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์

แต่ในความต้องการ 3 ประการนี้ สิ่งใดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ? ทางเว็บไซต์ Sirabee จึงได้จัดทำโพลสำรวจหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นจำนวน 1,781 คน ตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงวัย 60 ปี ว่า “ในความต้องการ 3 ประการนี้ สิ่งใดเป็นสิ่งที่จะอยู่ไม่ได้หากไม่มีมัน”

เมื่อนับคะแนนทั้งหมด สิ่งที่ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 คือ อาหาร ซึ่งได้รับคะแนนเสียงไปถึง 53.7 เปอร์เซ็นต์

การนอนหลับตามมาเป็นอันดับที่ 2 ได้รับคะแนนโหวตไป 38.7 เปอร์เซ็นต์ และอันดับสุดท้ายก็คือเซ็กส์ มีคะแนนโหวตเพียงแค่ 7.6 เปอร์เซ็นต์ จะสังเกตได้ว่าช่วงคะแนนนั้นห่างจากการนอนหลับเป็นอย่างมาก

การที่ผู้คนส่วนใหญ่ตอบว่าอาหารนั้นก็น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะคำถามคือสิ่งใดสำคัญที่สุด ซึ่งถ้าหากไม่มีอาหาร มนุษย์ก็จะตาย แต่เมื่อลองดูช่วงคะแนนที่ต่ำมากในของเรื่องเซ็กส์ มันอาจจะเป็นการบ่งบอกว่าชาวญี่ปุ่นในปัจจุบันไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเซ็กส์มากขนาดนั้น ซึ่งนำไปสู่ปัญหาเด็กเกิดใหม่น้อยลงอย่างที่เราเคยได้ข่าวมาบ้างในระยะหลัง ๆ

การที่คะแนนโหวตของการนอนหลับมีค่อนข้างสูง อาจจะดูแปลก ๆ แต่ก็มีงานศึกษาออกมาแสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ถูกจำกัดเรื่องการนอนอย่างยิ่ง ทำให้มีหลายคนที่งีบหลับบนรถไฟในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของผู้คนทั่วไป แถมในโตเกียวก็ยังมีร้านคาเฟ่ที่สามารถงีบหลับได้

“คนที่นอนหลับสนิทได้อย่างง่ายดายอาจจะไม่เข้าใจว่ามันสำคัญขนาดไหน” ผู้ตอบแบบสำรวจคนหนึ่งกล่าว “แต่ฉันนอนไม่หลับเพราะความเครียด เลยรู้ว่ามันแย่แค่ไหนต่อร่างกายถ้าไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ”

เมื่ออาหารและการนอนหลับเป็นความต้องการอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้ร่างกายทำงานได้อย่างถูกต้อง ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง จำนวนคะแนนโหวตที่น้อยสำหรับเรื่องเซ็กส์ก็อาจไม่ใช่สัญญาณที่บ่งบอกถึงการไม่สนใจ เพียงแค่มันไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ผู้ที่ตอบมาเป็นจำนวน 7.6 เปอร์เซ็นต์นั้นให้เหตุผลว่า ชีวิตพวกเขาคงจะไม่มีความสุขหากไม่มีเรื่องอย่างว่า

 

จากเพียงแค่คำถามเดียว เราก็สามารถมองได้หลายมุมมองเหมือนกันนะคะ อย่างเช่นเรื่องเซ็กส์ที่มีคะแนนโหวตต่ำมาก ๆ ในปัจจุบันเรื่องทางเพศเป็นเรื่องที่ถือได้ว่าค่อนข้างเสรีสำหรับชาวญี่ปุ่น อีกทั้งในปัจจุบันก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายนักไม่ถ้วนที่สามารถสนองความต้องการได้ จึงอาจจะทำให้มองความสำคัญในเรื่องเซ็กส์น้อยลง

หรืออีกประเด็นในเรื่องของคะแนนโหวตเรื่องการนอนหลับ สำหรับประเทศที่มีความเครียดความกดดันสูงและให้ความสำคัญกับหน้าที่การงานมากอย่างประเทศญี่ปุ่น เป็นธรรมดาที่คนวัยทำงานมักจะโหมงานกันหามรุ่งหามค่ำจนเกิดคำว่า 過労死 (karoushi) หรือการเสียชีวิตจากการทำงาน ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลอีกเรื่องเลยนะคะที่โหมงานหนักและเครียดจนร่างกายไม่ได้พักผ่อน จึงไม่แปลกที่ชาวญี่ปุ่นบางส่วนโหวตให้ความสำคัญกับการนอนหลับ แต่ในปัจจุบันทางญี่ปุ่นก็เริ่มมีนโยบายในการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นนะคะ อย่างเช่นการลดวันหรือเวลาในการทำงาน ให้ได้กลับไปใช้เวลาส่วนตัวหรืออยู่กับครอบครัวมากขึ้น อีกทั้งหนุ่มสาววัยทำงานรุ่นใหม่ก็เริ่มความคิดที่แตกต่างไปจากคนรุ่นเก่าด้วยเช่นกันค่ะ

แล้วทุกคนล่ะคะ มองว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ^^

สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

ญี่ปุ่นพัฒนา “กางเกงชั้นในอนามัย”

ญี่ปุ่นพัฒนา “กางเกงชั้นในอนามัย” ซึมซับได้เทียบเท่าผ้าอนามัยสำเร็จรูป 2-3 แผ่น

“ประจำเดือน” ถือเป็นปัญหาน่ากลุ้มใจของสาว ๆ ส่วนใหญ่เลยก็ว่าได้ เพราะในทุก ๆ เดือน พวกเธอจะต้องเตรียมผ้าอนามัยให้มีจำนวนเพียงพอต่อการใช้งานเฉลี่ยราว 5 วัน อีกทั้ง ยังต้องเลือกใช้ผ้าอนามัยให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายที่แตกต่างกันออกไปอีก เช่น ผ้าอนามัยแบบสำเร็จรูป, ผ้าอนามัยแบบซักได้, ผ้าอนามัยแบบสอด, ถ้วยประจำเดือน หรือผ้าอนามัยแบบกางเกง เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาจุกจิกคอยกวนใจทั้งช่วงก่อนและระหว่างที่กำลังมีประจำเดือนอีก เช่น การมีประจำเดือนมาแบบไม่ทันตั้งตัว, ปัญหาเลือดประจำเดือนรั่วซึม, การสวมผ้าอนามัยชิ้นเดิมเป็นเวลานาน ๆ เพราะหาจังหวะไปเปลี่ยนระหว่างการทำงานหรือคาบเรียนไม่ได้, ปัญหาอับชื้นและกลิ่นไม่พึงประสงค์ ฯลฯ ยิ่งไปกว่านั้น ผ้าอนามัยแบบสอดและถ้วยประจำเดือนที่กลุ่มสาวฝั่งยุโรปและสาว ๆ ที่ต้องออกกำลังกายส่วนใหญ่เลือกใช้ ก็มีปัญหากวนใจอีกมากมาย เช่น มีวิธีการใช้งานที่ยุ่งยาก, ขนาดของผ้าอนามัยไม่เหมาะกับสภาพร่างกาย, มีอาการเจ็บปวดขณะใช้งาน และความกังวลด้านสุขอนามัย

กางเกงชั้นในที่ใช้แทนผ้าอนามัยได้!

แบรนด์จำหน่ายชุดเดรสสำหรับงานปาร์ตี้ของญี่ปุ่น “Dolly Doll” ได้พัฒนากางเกงชั้นในสำหรับผู้หญิงที่มีคุณสมบัติในการดูดซับประจำเดือนและสามารถใช้แทนผ้าอนามัย พร้อมเปิดตัวแบรนด์ลูกอย่าง “OLTER natural” โดยวางจำหน่ายสินค้าผ่านเว็บไซต์ระดมทุนสาธารณะ (Crowdfunding) ชื่อดัง “MAKUAKE”

OLTER natural วางจำหน่ายสินค้าคอลเลกชันแรกในชื่อ “LUNA TURA SHORTS” เป็นกางเกงชั้นในอนามัยที่คิดค้นและพัฒนาโดยคำนึงถึง “ผู้หญิง” กับ “สังคม” กับ “สภาพแวดล้อม” เป็นหลัก

โดยกางเกงชั้นในอนามัยของ LUNA TURA SHORTS มีแตกต่างจากกางเกงชั้นในทั่วไปตรงที่มีโครงสร้างผ้าถึง 5 ชั้น ช่วยในการซึมซับของเหลวได้เทียบเท่าผ้าอนามัยสำเร็จรูป 2-3 แผ่น แต่ยังคงคุณสมบัติในการระบายอากาศได้ดีจึงไม่ทำให้เกิดความอับชื้น จึงสามารถสวมใส่ได้ในทุก ๆ วัน โดยไม่ต้องกังวลปัญหาประจำเดือนมาแบบไม่ทันตั้งตัว, ปัญหาประจำเดือนรั่วซึมหรือแม้แต่ปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์ในระหว่างรอบเดือนเลย!

โครงสร้างและคุณสมบัติของกางเกงชั้นในอนามัย LUNA TURA SHORTS
・ผ้าชั้นแรกเป็นวัตถุดิบผ้าที่มีความนุ่ม ลื่น แห้งสบาย ช่วยป้องกันการเกิดเชื้อแบคทีเรีย
・ชั้นที่สองและสามเป็นแผ่นที่ช่วยดูดซับของเหลวที่มีคุณสมบัติแห้งไว
・ชั้นที่สี่เป็นแผ่นป้องกันของเหลวรั่วซึมที่มีคุณสมบัติในการระบายอากาศได้ดี
・ชั้นที่ห้าเป็นเนื้อผ้าของกางเกงชั้นในที่มีการออกแบบอย่างสวยงาม

นอกจากนี้ กางเกงชั้นในอนามัย LUNA TURA SHORTS ยังมีให้เลือกซื้อหลายดีไซน์ หลายขนาดตั้งแต่ไซซ์ SS ไปจนถึง LL เหมาะสำหรับผู้หญิงทุกสไตล์และใช้ได้ในทุกโอกาส เช่น
・เด็กผู้หญิงวัยเริ่มมีประเดือนครั้งแรก
・สาว Working Woman ที่ต้องประชุม พบลูกค้า หรือนั่งทำงานเป็นเวลานาน ๆ จนไม่มีเวลาเข้าห้องน้ำ
・สาวนักกีฬาที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย และต้องการความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวร่างกาย
・สาวที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว ไม่ต้องกังวลปัญหาประจำเดือนมาแบบไม่ทันตั้งตัว
・หลับสบายตอนกลางคืน ไม่ต้องกังวลปัญหาซึมเปื้อน
・ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ที่มีอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ

ประหยัดและรักษ์โลก

เพื่อน ๆ ทราบหรือไม่คะ? ว่าผู้หญิงใช้ผ้าอนามัยแบบสำเร็จรูปตั้งแต่เริ่มมีประจำเดือนจนถึงวัยหมดประจำเดือน เฉลี่ยคนละ 9,600-12,000 แผ่น (คำนวณโดยประมาณจากการใช้ผ้าอนามัยเฉลี่ย 4 แผ่น/วัน ในระยะเวลา 5 วัน เป็นเวลานาน 40 ปี) ซึ่งคิดเป็นน้ำหนักราว 60,000 ตันเลยทีเดียว บางคนประจำเดือนมามาก บางคนต้องซื้อผ้าอนามัยแบบสอดสำหรับใช้ในการออกกำลังกายหรือว่ายน้ำ ซึ่งก็ทำให้มีค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนเพิ่มขึ้นไปอีก การหันมาใช้กางเกงชั้นในอนามัยจึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและลดขยะได้อีกด้วย

กางเกงชั้นในอนามัย LUNA TURA SHORTS มีคุณสมบัติพิเศษที่ช่วยในการดูดซึมของเหลวได้เทียบเท่าผ้าอนามัยสำเร็จรูป 2-3 แผ่น ทำให้คุณสามารถสวมกางเกงชั้นในนี้ได้ตลอดทั้งวันแม้มีประจำเดือน อีกทั้งยังทำความสะอาดง่ายใน 3 ขั้นตอน

 

ขั้นตอนที่ 1
แช่กางเกงชั้นใน 15 นาที ในน้ำอุณหภูมิปกติ (500 มิลลิลิตร) ที่ละลายสารโซเดียมไบคาร์บอเนต (หรือผงฟู) 1 ช้อนชา

ขั้นตอนที่ 2
ซักกางเกงชั้นในอย่างเบามือจนเลือดประจำเดือนหลุดออกจากเนื้อผ้า

ขั้นตอนที่ 3
นำกางเกงชั้นในใส่ถุงตาข่ายซักผ้า ซักในเครื่องซักผ้าตามปกติ ก่อนตากให้แห้ง ไม่ควรใช้กับเครื่องอบผ้า

สำหรับการระดมเงินทุนของโปรเจกต์กางเกงชั้นในอนามัย LUNA TURA SHORTS บนเว็บไซต์ MAKUAKE ในขณะนี้ (ข้อมูลเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2021) เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะมีผู้สนับสนุนเข้ามาซื้อสินค้าเป็นจำนวนเงินรวมมากกว่า 8,495,000 เยนแล้ว โดยจะเปิดรับเงินสนับสนุนถึงวันที่ 29 มกราคม 2021 และจะเริ่มส่งสินค้าให้เสร็จสิ้นภายในปลายเดือนพฤษภาคมนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ทางเว็บไซต์ดังกล่าวจะไม่มีบริการส่งสินค้าในต่างประเทศ แต่ก็น่าจับตามองมากเลยทีเดียวว่าในอนาคตอาจมีการพัฒนาสินค้าและเพิ่มช่องทางจำหน่ายที่หลากหลายขึ้น ทำให้ผู้หญิงอย่างเราได้มีทางเลือกในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้นด้วย

UFABET เว็บตรง

ทายนิสัยจากกรุ๊ปเลือด กรุ๊ปไหนชื่นชอบการเซอร์ไพรส์มากที่สุด!

ทายนิสัยจากกรุ๊ปเลือด กรุ๊ปไหนชื่นชอบการเซอร์ไพรส์มากที่สุด!

ทุกคนชื่นชอบการเซอร์ไพรส์ในวันเกิด วันครบรอบ หรือวันสำคัญมั้ยคะ ? หรือไม่ถนัดเรื่องแบบนี้เลย ? บางคนชื่นชอบการเซอร์ไพรส์มาก แต่บางคนจะชอบการถูกเซอร์ไพรส์มากกว่า มาดูกันว่ากรุ๊ปเลือดไหนที่ชื่นชอบการเซอร์ไพรส์มากที่สุด!

อันดับ 1 กรุ๊ป B “จะเซอร์ไพรส์เองหรือถูกเซอร์ไพรส์ ก็จัดมา!”

กรุ๊ป B ชื่นชอบงานรื่นเริงสังสรรค์ ยิ่งเรื่องเซอร์ไพรส์นี่บอกเลยว่าชอบที่สุด นัมเบอร์วัน! อย่างเช่นจู่ ๆ ก็ได้รับดอกไม้ช่อใหญ่ หรือไปกินข้าวที่ร้านอาหารแล้วเพื่อน ๆ ก็ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้ แต่นอกจากจะชอบถูกเซอร์ไพรส์แล้ว แน่นอนว่ายังชอบที่จะจัดเซอร์ไพรส์ให้คนอื่นด้วย อีกฝ่ายจะชอบมั้ย ? อีกฝ่ายจะมีความสุขมั้ย ? เรียกว่าอยากมีความสุขสนุกสนาน ความตื่นเต้นในวันพิเศษร่วมกับทุกคน

อันดับ 2 กรุ๊ป A “ถ้าไม่เว่อร์มากก็โอเคนะ”

กรุ๊ป A เป็นคนสุขุม หากเป็นการเซอร์ไพรส์เล็ก ๆ แบบธรรมดาอย่างแค่มีเค้กในวันเกิด แค่นี้ก็ประทับใจแล้ว แต่หากเป็นการเซอร์ไพรส์ที่มีความฉูดฉาดยิ่งใหญ่อลังการเกินไปก็จะรู้สึกอับอายและสับสนได้ ไม่รู้จะทำหน้ายังไงดี และเนื่องจากบุคลิกที่สงบเสงี่ยม กรุ๊ป A จึงไม่ถนัดไปเซอร์ไพรส์ใครสักเท่าไหร่นัก

อันดับ 3 กรุ๊ป O “แกล้ง ๆ ทำเป็นชอบก็ได้”

กรุ๊ป O ที่แสนอ่อนโยนและใจดี จะไม่ค่อยชอบการเซอร์ไพรส์มากนัก แต่ก็แกล้งทำเป็นดีใจไว้ก่อน เดี๋ยวคนเซอร์ไพรส์เขาจะเสียใจ แต่ในขณะที่แกล้งทำเป็นดีใจ จริง ๆ ก็แอบตื่นเต้นและคิดว่านาน ๆ ทีก็ดีเหมือนกัน ในทางกลับกัน กรุ๊ป O ไม่อยากเป็นคนไปเซอร์ไพรส์เองเพราะไม่ได้ชำนาญในเรื่องนี้นัก กลัวจะโป๊ะแตกซะก่อน

อันดับ 4 กรุ๊ป AB “ไม่ชอบเลย”

 

กรุ๊ป AB ที่เย็นชาและไม่ค่อยเปิดเผยอารมณ์ความรู้สึก เวลาที่โดนเซอร์ไพรส์ก็ไม่รู้ว่าจะแสดงปฏิกิริยาอย่างไร พอพูดสั้น ๆ แค่ “ขอบคุณ” ก็กลายเป็นคนเย็นชาไปทันที ซึ่งจริง ๆ แล้วกรุ๊ป AB ไม่ชอบการเซอร์ไพรส์เลย แต่ชอบการฉลองวันเกิดอย่างเรียบง่ายมากกว่า หรือในการสารภาพรักก็มีแค่คำพูดธรรมดาก็พอใจแล้ว

การเซอร์ไพรส์ให้สนุกคือการที่ทุกคนได้มีส่วนร่วมและสนุกสนานไปด้วยกัน แต่บางคนอาจจะไม่ชอบใจนัก ก่อนจะไปเซอร์ไพรส์ใครก็อย่าลืมดูอารมณ์เขาก่อนนะคะ5555 ^^

UFABET เว็บตรง

เคล็ดลับที่คนญี่ปุ่นใช้หุงข้าวเก่าให้อร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ

เคล็ดลับที่คนญี่ปุ่นใช้หุงข้าวเก่าให้อร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ

คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความอร่อยของข้าวสวย จึงมีพันธุ์ข้าวหลากหลายชนิดที่มีความอร่อยแตกต่างกันให้เลือกซื้อ อย่างไรก็ดี ข้าวสารที่มีรสชาติอร่อยมักจะมีราคาแพง คนจำนวนไม่น้อยจึงมองหาข้าวสารเก่าของปีก่อนหน้าเป็นทางเลือกเพื่อความประหยัด มาดูเคล็ดลับการหุงข้าวให้อร่อยอย่างน่าประหลาดใจแม้ว่าข้าวสารที่มีอยู่เป็นข้าวเก่าตามวิธีการของคนญี่ปุ่นกันค่ะ

1. เติมน้ำแข็ง

การเติมน้ำแข็งจะช่วยคงอุณหภูมิของน้ำให้หม้อข้าวไม่ให้สูงเร็วจนเกินไป ซึ่งจะทำให้เอนไซม์อะไมเลสในข้าวมีเวลาเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาล ส่งผลให้ได้ข้าวสุกที่มีรสชาติหวานอร่อยมากขึ้น วิธีการทำได้โดยการนำข้าวสารมาล้างให้สะอาด เติมน้ำแล้วแช่ไว้ประมาณ 30 นาที จากนั้นจึงเติมน้ำแข็งที่เตรียมเองลงไปในสัดส่วนน้ำแข็ง 1 ก้อนต่อข้าวสาร 1 ถ้วย

2. เติมมิรินหรือสาเก

สาเกหรือมิรินจะช่วยขจัดกลิ่นแปลกของข้าวเก่าทำให้ได้ข้าวสุกที่มีกลิ่นหอมอร่อย อีกทั้งน้ำตาลที่มีอยู่ในสาเกหรือมิรินจะเคลือบให้ข้าวเป็นมันวาว วิธีการทำได้โดยล้างข้าวสารให้สะอาด เติมน้ำและแช่ไว้ประมาณ 30 นาที จากนั้นจึงเติมสาเกหรือมิรินลงไปในสัดส่วนข้าว 1 ถ้วย ต่อมิรินหรือสาเก 1/2 ช้อนโต๊ะ

3. เติมน้ำผึ้ง

เอนไซม์ในน้ำผึ้งจะย่อยสลายแป้งให้เป็นน้ำตาลและช่วยเพิ่มรสชาติอูมามิของข้าว วิธีการทำได้โดยล้างข้าวสารให้สะอาด เติมน้ำและน้ำผึ้งลงไปในสัดส่วนน้ำผึ้ง 1/2 ช้อนชา ต่อข้าวสวย 1 ถ้วย และแช่ข้าวสารไว้ประมาณ 30 นาที แล้วจึงกดปุ่มหุงข้าว

4. เติมคอมบุ

คอมบุเป็นสาหร่ายทะเลชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยกรดกลูตามิกซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่สร้างรสชาติอร่อยอูมามิ การหุงข้าวกับคอมบุจะทำให้ได้ข้าวสวยที่มีรสชาติอร่อยขึ้น วิธีการทำได้โดยล้างข้าวสารให้สะอาด เติมน้ำและเติมคอมบุประมาณ 5 กรัม ต่อข้าวสาร 3 ถ้วย แช่ข้าวสารไว้ประมาณ 30 นาที แล้วจึงกดปุ่มหุงข้าว

5. เติมข้าวเหนียวญี่ปุ่น

การเติมข้าวเหนียวลงไปหุงร่วมกับข้าวเก่าจะทำให้ได้ข้าวสุกที่มีรสชาติเหนียวนุ่มอร่อย วิธีการทำได้โดยเติมข้าวเหนียว 1 ถ้วยต่อข้าวสาร 3 ถ้วย ล้างให้สะอาด เติมน้ำและแช่ข้าวสารไว้ประมาณ 30 นาที แล้วจึงกดปุ่มหุงข้าว

6. เติมน้ำมันพืชหรือมายองเนส

นำมันพืชหรือมายองเนสจะไปเคลือบผิวของข้าวทำให้ข้าวมีความมันวาวและไม่เหนียวติดกัน วิธีการทำได้โดยนำข้าวสารมาล้างให้สะอาด เติมน้ำและแช่น้ำไว้ประมาณ 30 นาที แล้วเติมน้ำมันพืชหรือมายองเนสในสัดส่วนน้ำมันหรือมายองเนส 1 ช้อนโต๊ะต่อข้าวสาร 1 ถ้วย ลงไป แล้วจึงกดหม้อหุงข้าว

 

ข้าวอร่อยจะทำให้รับประทานเพลินและเสริมความอร่อยของกับข้าว โดยเฉพาะเมนูซูชิหากข้าวยิ่งอร่อยจะทำให้ลูกค้ายิ่งติดใจ วิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการที่คนญี่ปุ่นใช้หุงข้าวสารทั้งใหม่และเก่าให้อร่อย ซึ่งน่าจะนำมาใช้หุงข้าวไทยได้เช่นกัน ลองดูค่ะ ได้ผลอย่างไรเอาประสบการณ์มาแบ่งปันให้ฟังกันนะคะ

UFABET เว็บตรง

คบกับพี่มีแต่ให้! มาดู 4 ข้อดีของการมีแฟนเป็นหนุ่มโอตาคุ

คบกับพี่มีแต่ให้! มาดู 4 ข้อดีของการมีแฟนเป็นหนุ่มโอตาคุ

พูดถึงหนุ่มโอตาคุ หลาย ๆ คนอาจจะนึกถึงภาพในแง่ลบอย่างเช่น ติดการ์ตูน แต่งตัวเชย ไม่ดูแลตัวเอง ฯลฯ แต่ความจริงแล้วหนุ่มโอตาคุก็มีหลายแบบหลายสไตล์แตกต่างกันเหมือนกับชายหนุ่มทั่วไป เพียงแค่มีความชอบหรือหลงใหลในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาก ๆ จะว่าไปก็ถือเป็นคนที่มีเสน่ห์ไม่เบานะคะ จะเป็นอย่างไรถ้าสาว ๆ มีแฟนเป็นหนุ่มโอตาคุ เรามาดูข้อดีของการมีแฟนเป็นหนุ่มโอตาคุกันค่ะ

ให้มีเวลาส่วนตัวได้อย่างเต็มที่

เล่นเกม

ผู้หญิงหลายคนคิดว่า “อยากมีความรัก แต่ถ้ามีแล้วไม่มีเวลาให้ตัวเองก็ไม่เอา” ต้องบอกเลยว่าหนุ่มโอตาคุนี่แหละเหมาะมาก เขาจะมีงานอดิเรกที่สามารถทำคนเดียวได้แน่นอน ปล่อยให้อยู่คนเดียวได้หายห่วง หรือวันไหนที่ไม่ได้พบกัน เขาก็ยังคงสามารถเพลิดเพลินกับกิจกรรมหรือของสะสมส่วนตัว ไม่ต้องมาคอยตามเราบ่อย ๆ ถือเป็นความสมดุลที่ดีระหว่างตัวเองกับคนรัก ยิ่งหากสาว ๆ คนไหนไม่ถนัดหรือไม่ชอบที่จะต้องคลั่งรักตัวติดกันตลอดเวลา หนุ่มโอตาคุนี่ก็น่าสนใจเลยล่ะค่ะ เพราะเขาก็จะให้ความสำคัญกับเวลาส่วนตัวของเขาเองเช่นกัน เราเองก็ได้มีเวลาส่วนตัวของตัวเองด้วย

ให้เกียรติในความชอบของอีกฝ่าย

คาราโอเกะ

หนุ่มโอตาคุที่มีความชื่นชอบหลงใหลสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แน่นอนว่าเขาก็คงจะไม่ทนถ้ามีใครมาพูดไม่ดีหรือดูถูกความชอบของเขา ดังนั้นเขาก็จะเคารพในความชอบ ในงานอดิเรกของเราด้วย ไม่พูดอะไรในแง่ลบเพราะเขารู้ว่าถ้าทำแบบนั้นเขาก็จะโดนทำกลับเช่นกัน นอกจากนี้ หากเรามีความหลงใหลในบางสิ่ง เราก็จะเข้าใจความรู้สึกของเขา แถมยังสามารถแชร์ความชอบร่วมกันได้ เมื่อเข้าใจกันและกันก็จะยิ่งคบหากันได้นาน

ให้เธอคนเดียวทั้งใจ

จับมือ

หนุ่มโอตาคุที่หมกมุ่นเกี่ยวกับงานอดิเรกส่วนมากมักจะไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ดีอย่างหนึ่ง หากเปรียบเทียบหนุ่ม extrovert ที่คุยเก่ง ชอบคบค้าสมาคมกับผู้อื่นไปเรื่อย กับหนุ่มโอตาคุที่ไม่ค่อยได้ออกงานหรือพูดคุยกับใคร โอกาสที่จะไปเหล่สาวอื่นก็น้อยลงไปด้วย แต่ถ้ามีโอกาสนอกใจ เขาก็จะคิดว่า “ถ้ามีเวลาไปนอกใจ เอาเวลาไปทำงานอดิเรกดีกว่า” หรือถ้าสาว ๆ กังวลว่าเขาจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่เขาชอบมากกว่าการไปเดต เชื่อเถอะค่ะ พอมีความรัก อะไร ๆ ก็เปลี่ยนได้ ขนาดของที่เขาชอบ เขายังให้ความสำคัญขนาดนี้ แล้วกับเราที่เป็นคนรัก เขาก็สามารถแบ่งเวลาให้เราได้ด้วยเหมือนกัน

ให้เปิดใจลองทำอะไรสนุก ๆ ด้วยกัน!

เล่นเกมกับแฟน

 

เมื่อรู้ว่าหนุ่มที่เราปิ๊งอยู่เป็นโอตาคุ ก็อาจจะมีความรู้สึกแปลก ๆ ภายในใจบ้าง แต่ถ้าสิ่งที่เขาชอบก็เป็นสิ่งที่เราน่าจะชอบด้วยเหมือนกัน ทำไมไม่ลองเปิดใจดูล่ะ ? ถ้าเราทั้งคู่มีความชอบเหมือนกัน ก็ยิ่งมี topic ให้คุยกันได้เยอะ พอได้ทำกิจกรรมร่วมกันอีก เราก็อาจจะยิ่งติดใจและรู้สึกสนุกกับมันได้ หรือถึงแม้ว่าจะเป็นงานอดิเรกคนละแบบ แต่อย่างน้อยแค่เรามีท่าทีสนใจในความชอบของเขา ก็มีเรื่องให้เขาอยากคุยด้วยไม่รู้จบแล้วค่ะ สมมติว่าเขาเป็นโอตาคุรถไฟ ชื่นชอบเรื่องรถไฟมากแต่เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับรถไฟเลย การเริ่มคุยจากเรื่องข้าวกล่องรถไฟก่อนก็เป็นความคิดที่ดีนะ

สาว ๆ ส่วนมากต้องการความรักที่มั่นคง ไม่ใช่แค่เพียงความวาบหวิวแบบวัยรุ่น หนุ่มโอตาคุก็เป็นอีกหนึ่งไทป์ที่น่าสนใจและน่าจะมอบความมั่นคงให้สาว ๆ รู้สึกสบายใจได้อย่างแน่นอน หรือหากใครที่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นโอตาคุอยู่แล้ว ถ้าจะคบกับหนุ่มโอตาคุด้วยกันจะดีไหม ลองไปอ่านบทความ 8 เหตุผลที่โอตาคุควรมีแฟนเป็นโอตาคุด้วยกัน ได้เลยค่าาา ^^

UFABET เว็บตรง

เคยสงสัยไหม? ทำไมคนญี่ปุ่นทานผลไม้น้อยมาก

เคยสงสัยไหม? ทำไมคนญี่ปุ่นทานผลไม้น้อยมาก

ปัจจุบันคนญี่ปุ่นรับประทานผลไม้น้อยลง จากปริมาณเฉลี่ยวันละอย่างน้อย 115 กรัม ในปี 2009 เหลือเพียงวันละประมาณ 100 กรัมในปี 2019 และคนในช่วงอายุ 20-40 ปี รับประทานผลไม้เฉลี่ยวันละ 50 กรัม ซึ่งน้อยกว่าปริมาณแนะนำให้รับประทานในแต่ละวันที่ประมาณ 200 กรัม อีกทั้งคนจำนวนมากไม่รับประทานผลไม้เลย มารู้เหตุผลของการรับประทานผลไม้น้อยจนแทบไม่รับประทานเลยของคนญี่ปุ่นในปัจจุบันกันค่ะ

การแยกออกมาอยู่ตามลำพังคนเดียว

คุณ A ชายวัย 30 ปี ผู้ทำงานสำนักพิมพ์กล่าวว่าเขาชอบผลไม้มาก แต่ปัจจุบันแทบไม่ได้รับประทานผลไม้เลย เพราะการแยกออกมาอยู่ตามลำพังทำให้ไม่มีเวลาเตรียมหรือซื้อผลไม้มารับประทาน แม้จะเคยซื้อกล้วยและแอปเปิ้ลมาเก็บไว้ แต่ก็ไม่มีเวลารับประทานทำให้ผลไม้ที่เก็บไว้นานเน่าเสียจนต้องทิ้ง นอกจากนี้เหตุผลสำคัญคือ ความขี้เกียจปอกและหั่นผลไม้ แต่เมื่อกลับไปยังบ้านเกิดเขาก็ยังชอบรับประทานผลไม้ที่แม่เตรียมให้ทุกวัน

ผลไม้ในญี่ปุ่นมีราคาแพง

คุณ B หญิงวัย 20 ปี ที่อาศัยอยู่ในโตเกียวบอกถึงสาเหตุที่แทบไม่รับประทานผลไม้คือ ผลไม้ในญี่ปุ่นมีราคาแพง ผลไม้ที่สามารถซื้อได้ในราคา 100 เยนมีเพียงไม่กี่ชนิด ได้แก่ กล้วย กีวีและลูกพลับ ส่วนผลไม้ชนิดอื่น เช่น องุ่น แตงโม ลูกแพร์ เมล่อน ฯลฯ มีราคาที่แพงมาก ซึ่งบางครั้งมีราคาสูงกว่าอาหารชนิดอื่นที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ผักและเนื้อสัตว์ จึงทำให้ไม่อยากซื้อผลไม้มารับประทาน

ผลไม้

ไม่ชอบรสชาติผลไม้ที่แตกต่างจากแหล่งผลิตบ้านเกิด

คุณ C ชายวัย 30 ปี ผู้ทำงานอยู่ในโตเกียวและมีบ้านเกิดที่จังหวัดอาโอโมริ กล่าวว่า ญาติที่บ้านเกิดมีสวนผลไม้ จึงไม่ต้องซื้อผลไม้ อีกทั้งผลไม้สดในท้องถิ่นมีรสชาติอร่อยมาก แต่เมื่อย้ายมาอยู่โตเกียวเขาต้องประหลาดใจกับราคาของแอปเปิ้ลและผลไม้อื่นๆ ที่มีราคาแพงมาก แม้จะมีรสชาติอร่อยแต่ความสดก็น้อยกว่าที่เคยรับประทานที่บ้านเกิด ทำให้เขาไม่อยากซื้อผลไม้ที่ขายในโตเกียวมารับประทาน

เมื่อลูกโตก็เลิกรับประทานผลไม้

คุณ D แม่บ้านในวัย 50 กล่าวว่าเธอเคยซื้อผลไม้ในปริมาณมากเมื่อตอนลูกยังเล็ก เพื่อนำมาปอกให้ลูกรับประทานเป็นของว่าง แต่เมื่อลูกเติบโตแยกย้ายกันไปเรียนและไปทำงาน และสามีไม่รับประทานผลไม้ ทำให้เธอคิดว่าไม่จำเป็นต้องซื้อผลไม้มารับประทาน เธอบอกว่าผลไม้ตอบแทนจากการจ่ายภาษีบ้านเกิดมีรสชาติอร่อยมาก แต่หากสั่งซื้อเองทางอินเทอร์เน็ตหรือตามซูเปอร์มาร์เก็ตผลไม้รสชาติอร่อยนั้นมีราคาแพงมากกว่าอาหารชนิดอื่นที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน

ความเห็นจากเพื่อนคนญี่ปุ่นอื่นๆ

ผู้เขียนพูดคุยกับเพื่อนญี่ปุ่นเกี่ยวกับผลไม้ หลายคนบอกว่าผลไม้รสชาติอร่อยนั้นมีราคาแพงมากซึ่งทำให้งบประมาณรายจ่ายในครอบครัวแต่ละวันเพิ่มขึ้น พวกเขาไม่ค่อยรับประทานผลไม้ญี่ปุ่นที่มีราคาแพง แต่รับประทานผลไม้ที่มีราคาถูกตามฤดูกาลหรือนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น กล้วย กีวี ส้มออร์เรนจ์ และองุ่น เป็นต้น ซึ่งมีราคาถูกกว่าผลไม้ที่ผลิตได้ในประเทศ บางคนบอกว่าไม่รับประทานผลไม้เลยแต่รับประทานผักต่างๆ เพื่อรับวิตามินและแร่ธาตุเข้าสู่ร่างกายแทน บางคนบอกว่าผลไม้ที่ซื้อมาในราคาแพงบางครั้งรสชาติไม่อร่อยไม่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป เมื่อต้องผิดหวังกับรสชาติผลไม้ซ้ำๆ ก็ทำให้ไม่อยากซื้อผลไม้รับประทานอีก บางคนบอกว่ารับประทานผลไม้อร่อยจากของขวัญที่ญาติมิตรส่งมาให้เป็นของขวัญในช่วงกลางปีและปลายปีซึ่งมักเป็นผลไม้คุณภาพหรูและมีราคาแพง

 

ผู้เขียนก็รู้สึกเหมือนกันว่าผลไม้ในญี่ปุ่นมีราคาแพงมากโดยเฉพาะองุ่น เมล่อน สตรอว์เบอร์รี และเชอร์รีญี่ปุ่น ที่ยิ่งราคาแพงยิ่งอร่อย หากซื้อผลไม้ที่วางขายในราคาที่ถูกก็มักจะผิดหวังในรสชาติ อย่างไรก็ดี ผู้เขียนมีวิธีการหาซื้อผลไม้ในราคาที่สมเหตุสมผลคือ การเลือกซื้อผลไม้ตามฤดูกาล และเลือกซื้อตามร้านขายผักขนาดใหญ่ที่มีลูกค้าเยอะ ซึ่งมักจะมีผลไม้เกรดต่างๆ มาให้เลือก และมีราคาถูกว่าซูเปอร์มาร์เก็ตเยอะมาก แต่ทั้งนี้ก็บอกได้ว่าเราไม่สามารถรับประทานผลไม้ให้อร่อยเป็นกิโลกรัมได้เหมือนอยู่เมืองไทยค่ะ        UFABET เว็บตรง

ลักษณะนิสัย 6 ประการของคนที่ “ไม่ควร” คิดไปพิชิตฟูจิซัง

ลักษณะนิสัย 6 ประการของคนที่ “ไม่ควร” คิดไปพิชิตฟูจิซัง

มีเรื่องที่ผมอยากจะแบ่งปันให้กับเพื่อน ๆ ที่ตั้งใจว่าจะไปพิชิตยอดเขาที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกให้ได้สักครั้งควรจะต้องรู้ เพื่อเตรียมตัวเตรียมใจ และเตรียมพฤติกรรม ระแวดระวังไม่ให้ตัวเองไปทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมเข้า ในฐานะที่ภูเขาไฟฟูจิถือเป็นสถานที่ทางจิตวิญญาณ มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นสถานที่อันเป็นที่รักและหวงแหนของชาวญี่ปุ่นเป็นที่สุด…ไปดูกันดีกว่าครับ ว่าลักษณะนิสัยทั้ง 7 นี้ เพื่อน ๆ เป็น หรือ ไม่เป็นข้อไหนกันบ้าง!?

1. นำขยะมา จงนำขยะกลับไปด้วย!!

ถ้าเพื่อน ๆ ไม่สามารถเก็บ “ขยะ” ส่วนตัวที่เราเองเป็นคนทำขึ้นทุกชิ้นไว้กับตัวเองตั้งแต่นาทีแรกที่มาถึงสถานีชั้น 5 (Yoshida 5th Station) ด้วยการใส่ถุงพลาสติก ใส่กระเป๋า หรือจะใส่ไว้ในอะไรก็ตามแต่ ก็ไม่ควรคิดจะมาที่นี่ให้เสียเวลา เพราะที่นี่ “ปราศจากถังขยะ” เว้นเสียแต่ในห้องน้ำ (ซึ่งก็มีน้อยมาก)

“เอาขยะกลับไปด้วยกันเถอะ!!” หลักการง่าย ๆ ทุกคนทำได้!!

นักปีนเขาทุกคนต้องนำขยะกลับไปทิ้งที่โรงแรม บ้าน หรือถังขยะสาธารณะอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ที่ภูเขาไฟแห่งนี้!! ลองนึกย้อนกลับกันว่าการมาของเรา ถือเป็นการรบกวนธรรมชาติ และสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่เคารพยิ่งของชาวญี่ปุ่น การสร้างขยะแม้คนละน้อย ย่อมทำให้ภูเขาไฟที่งดงามแห่งนี้เสียหายไม่น้อยเลยนะครับ

แบบนี้ NG – No Good!!

2. วินัย จิตใจ และสองขาของเราเท่านั้น ที่จะทำให้ฝันเป็นจริง!!

ช่วงแรกของการเดินที่เต็มไปด้วยผู้คน แต่เงียบสงบ!!

ถ้าเพื่อน ๆ ไม่สามารถเดินขึ้นเขาแบบคนหมู่มาก เหมือนการสวนสนามได้แล้ว การมาปีนฟูจิก็อาจจะไม่เหมาะนัก เพราะภูเขาแห่งนี้ในช่วงเริ่มต้นเดิน ให้อารมณ์การเดินเป็น “หมู่” ที่เงียบสงบจนน่าประหลาดใจ ไม่มีเสียงร้องเพลงปลุกใจ ไม่มีเสียงฉิ่ง ฉาบ กลองสะบัดชัยตีให้กำลังใจเหมือนภูเขาบางแห่ง

ผู้ร่วมทางแปลกหน้า ต่างเดินตามกันไปอย่างช้า ๆ ก้าวสั้น ๆ หายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ เป็นจังหวะแห่งสมาธิและการสำรวจจิตใจตนเองโดยแท้

เมื่อไต่ความสูงไปเรื่อย ๆ ผู้คนมากมายเหล่านั้นจะค่อย ๆ หายเข้าที่พักตามระดับความสูงชั้นต่าง ๆ ไปอย่างเงียบ ๆ…บอกแล้วไงครับ ว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์!!

3. นอนกับคนแปลกหน้า สิ่งธรรมดาอันแสนวิเศษ

ถ้าเพื่อน ๆ ไม่สามารถใช้ชีวิตชั่วข้ามคืนร่วมกับเพื่อนนอนแปลกหน้าจากทั่วทุกมุมโลก บนโรงนอนที่มีที่นอนขนาดเท่าตัวเราพอดิบพอดีได้ ก็ขอให้เลิกล้มความตั้งใจเสีย เพราะเมื่อใดที่เราขยับตัว เกิดเสียงยุก ๆ ยิก ๆ อาการต่าง ๆ จะเป็นการรบกวนเพื่อนร่วมโรงนอนอันเล็กแคบ แต่แสนอบอุ่นอย่าบอกใครเลยทีเดียวครับ!!

แม้จะเป็นฤดูร้อน แต่สภาพอากาศที่ความสูงไม่ต่ำกว่าราว 3,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล (หนาวมากน้อยแค่ไหน ก็แล้วแต่ระดับความสูงที่พักที่จองไป) ก็หนาวจับจิตจับใจ แต่ไออุ่นจากผ้าห่มของที่พัก การนอนเบียดกันกับเพื่อนร่วมทางแปลกหน้า และความเหนื่อยล้านั่นแหละครับ เป็นสิ่งธรรมดาอันแสนวิเศษที่เพื่อน ๆ ควรต้องไปสัมผัส!!

4. กินให้ง่าย อยู่ให้ง่าย!

ถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนที่ต้องดื่มน้ำมาก ๆ กินอาหารที่มีกับข้าวหลาย ๆ อย่าง…มื้อเย็นบนเขาในที่พัก อาจทำให้รู้สึกเสียอารมณ์ ว่าอุตส่าห์เดินขึ้นเขามาเสียเหนื่อย ลำบากกาย อยากจะกิน ดื่ม อาหารอร่อย ๆ เพิ่มพลัง แบบโต๊ะจีน อาหาร 8-20 อย่างแล้วหล่ะก็…ลืมไปได้เลย!!

ที่นี่มีแต่ “ข้าวแกงกะหรี่” และน้ำเปล่าแก้วน้อยเท่านั้น!! อยากได้เพิ่มก็ต้องซื้อเอา หรือแบกขึ้นมาเอง แต่อย่าลืมย้อนกลับไปที่ข้อ 1 นะครับ!! แต่สำหรับผมแล้ว ช่างเป็นข้าวแกงกะหรี่ที่อร่อยที่สุดในชีวิตเลยทีเดียว!!

5. ว่าด้วยเรื่องห้องน้ำ

ถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนที่มิอาจทำใจว่า เมื่อจะใช้บริการห้องน้ำในแต่ละครั้ง ต้องเสียค่าบริการ (ที่เรียกว่าการบริจาค) เป็นเงิน 200 เยน (หรือเทียบเป็นเงินไทยเกือบ 70 บาท) ก็ขอให้ทบทวนดูอีกที เพราะสถานที่แห่งนี้เขาดูแลความสะอาด และรักษาสิ่งแวดล้อมกันแบบสุดลิ่มทิ่มประตู!!

 

อย่าลืมว่าบนความสูงระดับนั้น และการรักษาความเป็นธรรมชาติ ทำให้ไม่มีการเดินระบบสาธารณูปโภคเพื่อการใช้งานสาธารณะใด ๆ เกิดขึ้น น้ำทุกหยด ของใช้ทุกอย่าง ถูกแบกขึ้นไปโดยแรงงานคน หรือใช้เฮลิคอปเตอร์บ้าง !!

6. น้ำ น้ำ น้ำ

ถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนที่ต้องอาบน้ำทุกวันก่อนนอน หรือวันละครั้ง ก็ให้ทบทวนซ้ำอีกที แม้แต่จะแปรงฟันยังยากยิ่ง ด้วยจำนวนนักปีนเขามากมายนั้น น้ำที่ใช้แรงงานคนแบกขึ้นไปจึงมีจำกัด หรือมีการสำรองน้ำฝนไว้ใช้ในส่วนที่จำเป็น จึงต้องใช้สอยอย่างประหยัด หรือเมื่อเพื่อน ๆ ไปถึงก๊อกน้ำก็อย่าเพิ่งดีใจไป ลองเปิดดูก่อน ว่ามีน้ำไหลออกมาหรือไม่!!

ถังเก็บน้ำฝน

การเดินขึ้นภูเขาไฟฟูจิ ถือเป็นกิจกรรม THE MUST ที่คนที่คิดว่าไหว (ซึ่งถือเป็นภูเขาที่เดินได้ไม่ยาก และใช้เวลาเพียง 1 วันไป 1 วันกลับเท่านั้นในเส้นทางที่ง่ายที่สุด) ควรจะไปให้ไปสักครั้ง เพราะเป็นทั้งการสำรวจจิตใจ สำรวจร่างกาย และประสบการณ์อันมีค่าที่หาที่ไหนไม่ได้ในเวลาอันสั้น และที่สำคัญใช้เงินไม่มาก!!

แต่ถ้าคิดว่า 6 ข้อที่ผมแบ่งปันมานี้เป็นเรื่องยาก บางทีการมองดูภูเขาไฟฟูจิจากที่ไกล ๆ อาจจะให้อรรถรสมากกว่าการไปยืนอยู่บนนั้นก็ได้นะครับ!!…เพราะฟูจิซังจะสวยงามก็ต่อเมื่อได้จ้องมอง แต่ถ้าพิจารณา 7 ข้อแล้วยังอยากจะสัมผัสความเจ็บปวดอันแสนงดงามแล้วหล่ะก็ เตรียมตัวเตรียมใจไปลุยกันดูสักครั้งเลยครับ!!        สล็อตเว็บตรง

ทำไม “คาราเต้” ของญี่ปุ่นถึงถูก “เทควันโด” ของเกาหลีตัดหน้า

ทำไม “คาราเต้” ของญี่ปุ่นถึงถูก “เทควันโด” ของเกาหลีตัดหน้าได้เป็นกีฬาโอลิมปิกก่อนถึง 20 กว่าปี!

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ก่อนที่ผู้เขียนจะมาพูดถึงหัวเรื่องหลักของเราในวันนี้ ขอแทรกข่าวก่อนนะครับ

จากที่ผู้เขียนเคยพูดถึงข่าวที่ว่าทาง JFA จะจัดฟุตบอลกระชับมิตรระหว่างทีมชาติญี่ปุ่นกับทีมชาติเกาหลีใต้ ในวันที่ 25 มีนาคม ซึ่งผลการแข่งขันออกมาแล้วว่าญี่ปุ่นชนะ 3-0 ยินดีด้วยกับทีมชาติญี่ปุ่นนะครับ

 

พอผลออกมาแบบนี้ปั๊บ วันที่ 26 มีนาคม ทางสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ถึงกับต้องออกมาแถลงการณ์ “ขอโทษ” แฟนบอลเกาหลีใต้ “ขอโทษ” ที่พ่ายแพ้ญี่ปุ่น ผู้เขียนอ่านแล้วตกใจเลยว่า เกาหลีนี่ กระสันอยากชนะญี่ปุ่นขนาดนั้นเลยหรือ? ดูเหมือนเกาหลีอยากจะแข่งดีกับญี่ปุ่นไปหมดตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ บันเทิง ยันกีฬา แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่าเจ็บใจสำหรับคนญี่ปุ่นจริงๆ ก็คือการที่ “วิชาหมัดมวย” ประจำชาติของญี่ปุ่น ถูกวิชาก๊อปเกาหลีตัดหน้าได้ขึ้นแท่นเป็นกีฬาโอลิมปิกไปก่อนตั้งยี่สิบปีแน่ะ!

เป็นที่น่าเสียใจจริงๆ ว่าวิกฤติโควิดทำให้โอลิมปิก 2020 ที่ญี่ปุ่นหมายมั่นจะจัดมานานมีอันต้องเลื่อนออกไป ทั้งที่ในโอลิมปิกครั้งนี้จะเป็น “ครั้งแรก” ที่ “คาราเต้” จะได้เป็นกีฬาโอลิมปิก หลังจากที่ถูก “คาราเต้เกาหลี” ขออภัย “เทควันโด” ตัดหน้าได้เป็นกีฬาโอลิมปิกไปก่อนถึงกว่าสองทศวรรษ ทำไม อะไร ยังไง วิชาการต่อสู้ “ต้นแบบ” ของญี่ปุ่น (จริงๆ มาจากโอกินาว่า) ถึงได้ถูก “ของก๊อปเกาหลี” แซงหน้าไปได้ อย่าได้สงกา อย่าเพิ่งดราม่า มาอ่านและดูกันชัดๆ ไปเลยดีกว่าครับ

ว่าด้วยเรื่อง “คาราเต้”

พูดถึง “คาราเต้” แล้ว ก็นับเป็นศาสตร์การต่อสู้จากโอกินาว่ามาแต่โบราณยุคอาณาจักรริวกิวก็จริง แต่ก็ถูกเผยแพร่ในญี่ปุ่นจนได้รับการยอมรับด้วยการเขียนตำรับตำราต่างๆ โดยอาจารย์ฟุนาโกชิ กิชิน ปรมาจารย์แห่งคาราเต้สำนักโชโตคัง (松濤館) เป็นปฐม มาแต่ยุคไทโช และยังมีแนวทางสำนักใหญ่ๆ อื่นๆ ซึ่งก็ได้แพร่หลายไปถึงต่างประเทศ เช่น สำนักโกจูริว (剛柔流) ชิโตริว (糸東流) วาโดริว (和道流) เป็นต้น ฉะนั้นก็อาจกล่าวได้ว่ามันได้กลายเป็นวิชาหมัดมวยของญี่ปุ่น จิตวิญญาณอย่างญี่ปุ่น สำหรับคนญี่ปุ่น การที่ “คาราเต้” จะได้ผงาดขึ้นมาเป็นกีฬาโอลิมปิกนั้น มันคือสัญลักษณ์ของการคืนชีพของ “จิตวิญญาณยามาโตะ” ซึ่งถูกปิดผนึกมาตั้งแต่ยุคหลังสงคราม

หลังสงคราม ประเทศผู้ชนะสงครามได้มองว่าศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่นนั้นมักมีความผูกพันกับคติบูชานักรบซึ่งนำไปสู่การก่อสงคราม พวกฝรั่งผิวขาวมองว่าคนญี่ปุ่นซึ่งเป็น “คนผิวเหลือง” ที่ร่างกายต้องอ่อนแอกว่าคนผิวขาว แต่ทำไมถึงเก่งกาจ ก็เพราะมีศิลปะการต่อสู้ติดตัวนั่นแล กองทัพอเมริกาจึงได้เอาวิชาต่อสู้ทั้งหลายของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะยูโด ไอคิโด คาราเต้ หยิบยืมเอาวิชาพวกนี้มาใช้ในการฝึกหัดทหาร

มีอยู่คราวหนึ่งกองทัพอเมริกาได้จัดให้เอาวิชายูโด ไอคิโด คาราเต้ มาประลองกับครูฝึกที่ถือมีด ปรากฏว่ามีนักคาราเต้ผู้หนึ่งต่อยหมัดตรงสวนตู้มใส่ครูฝึกเสียจนล้ม นักคาราเต้ผู้นั้นคืออาจารย์นากายามะ มาซาโทชิ ผู้เป็นศิษย์ของอาจารย์ฟุนาโกชิ กิชิน (อาจารย์นากายามะนั้นต่อมาได้เป็นหัวหน้าอาจารย์คนแรกของสมาคมคาราเต้ญี่ปุ่น แม้แต่อาจารย์โอยามะ มาสุทัตสุ ผู้ก่อตั้งสำนักเคียวคุชิน ก็เป็นศิษย์ของอาจารย์นากายามะ มาซาโทชิ) แต่นั้นมาพวกทหารอเมริกันทั้งหลายได้แก่ทหารอากาศและสารวัตรทหารก็เรียนวิชากับอาจารย์นากายามะ พอทหารพวกนี้ไปประจำที่ไหนก็เอาวิชาคาราเต้ไปเผยแพร่ เลยทำให้วิชาคาราเต้แพร่หลายออกไป

จิตวิญญาณความเป็นญี่ปุ่นในคาราเต้นั้นอยู่ที่การโจมตีอย่างเด็ดขาด “สังหารในหมัดเดียว” แรงผลักที่ผลักพื้นด้วยเท้าจะถูกส่งผ่านการหมุนของเอวไปยังกำปั้นที่ยื่นออกมา ใส่พลัง ตูม! (เหมือนกับยอดวิชาดาบซามูไรที่ “สังหารในดาบเดียว” นั่นแล) แม้กระนั้น ในความที่คาราเต้นั้นเป็น “บูโด” 武道 หรือ วิถียุทธ์ มีไว้เพื่อ “หยุด” ความรุนแรง และสิ่งสำคัญคือ การเอาการฝึกวิชาต่อสู้เป็นเครื่องฝึกหัดขัดเกลาบุคลิกภาพและจิตวิญญาณของตนเอง ฉะนั้นคาราเต้ที่แท้หาใช่แค่วิชาต่อสู้แบบเป็นเครื่องมือแห่งความรุนแรงหรือกีฬาเพื่อสันทนาการไม่ แต่เป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจ และเป็นเครื่องสร้างคนด้วย

แล้วเหตุใด “คาราเต้” จึงถูก “เทควันโด” ตีตลาดได้?

ความจริงที่ว่า “เทควันโด” ของเกาหลีได้กลายมาเป็น “กีฬาสาธิต” ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโซลปี 1988 และได้รับการยอมรับให้เป็นกีฬาโอลิมปิกอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2000 นั้น ทำไมผู้เขียนถึงจั่วหัวว่าเป็น “คาราเต้ญี่ปุ่น” บ้างล่ะ “วิชาก๊อปเกาหลี” บ้างล่ะ และทำไมมันถึงแซงหน้าได้เป็นกีฬาโอลิมปิกก่อนญี่ปุ่นได้เป็นยี่สิบปี? เราจำเป็นต้องดูไปถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาและต้นกำเนิดของมัน

อย่างที่รู้กันว่าญี่ปุ่นได้ยึดตรองคาบสมุทรเกาหลีเป็นเวลา 35 ปีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2453 จนถึงตอนสิ้นสุดสงครามในปี พ.ศ. 2488 เป็นที่กล่าวว่านาย ชเวฮงฮี (ตอนหลังได้เป็นนายพลของกองทัพเกาหลีใต้) ครั้งเมื่ออยู่ที่ญี่ปุ่นได้เรียนวิชาคาราเต้สำนักโชโตคังโดยมีอาจารย์ฟุนาโกชิ และอาจารย์นากายามะ (ซึ่งเป็นศิษย์ของอาจารย์ฟุนาโกชิอีกที) เป็นผู้สอน จนได้สายดำสองดั้ง และพอยุคหลังสงครามจนถึงขบวนการสร้างชาติเกาหลี ก็เกิดมีการรวมเอาวิชาต่อสู้สำนัก (กวาน 館) ต่างๆ เข้าด้วยกัน และจงใจบัญญัติ “วิชาต่อสู้ประจำชาติเกาหลี” ขึ้นมาใหม่ซึ่งได้ชื่อว่า “เทควันโด” ( 跆拳道 แปลตรงตัวคือ “วิถีแห่งเท้าและหมัด”) ในปี พ.ศ. 2498 นี่เอง

แล้ววิชาต่อสู้ที่ว่ามาจากสำนักต่างๆ น่ะ แต่ก่อนเขาเรียกว่ากระไร?

เฉลยนะครับ เรียกว่า “ทังซูโด” 唐手道 

แต่ก่อนคนญี่ปุ่นยุคก่อนสงครามเขียนคำว่า “คาราเต้” ว่า 唐手 (หมายถึงวิชา “เต้” หรือวิชาหมัดมวยอย่าง (อาณาจักร) ถัง คืออย่างเมืองจีน) นะครับ คำว่า “คาราเต้” ที่เขียนว่า 空手 นี่เพิ่งมาเขียนในสมัยหลังนี้เอง

 

แบบนี้ จะไม่ให้เรียกว่า “คาราเต้เกาหลี” ได้อย่างไร?

ต่อมาด้วยปัญหา “การเมือง” ในหมู่เดียวกันเอง นายพลชเวถูกขอให้ “ถอนตัว” ออกจากสมาคมเทควันโดเกาหลี แกก็เลยออกไปตั้ง “สมาพันธ์เทควันโดนานาชาติ” เรียกย่อๆ ว่า ITF ที่แคนาดาโน่น ต่อมาก็ได้สร้างสายสัมพันธ์กับผู้นำเกาหลีเหนือ จนคนเขาว่าเทควันโด ITF นี่เป็นเทควันโด “สายเกาหลีเหนือ” ไป ในขณะที่ตอนหลังเกาหลีใต้ก็ได้จัดตั้งองค์กรที่เรียกว่า “กุกกิวอน” (國技院 แปลตรงตัวคือ สภาวิชาต่อสู้แห่งชาติ) และก็สหพันธ์เทควันโดโลก WTF (ซึ่งตอนหลังต้องเปลี่ยนชื่อย่อเป็น WT เนื่องจาก WTF ดันไปพ้องกับคำว่า What the f***) ได้กลายเป็นองค์กรหลักในการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนตลอดจนถึงการให้คุณวุฒิ ผลก็คือในฝั่งโลกตะวันตกเลยมีองค์กรเทควันโดสองสาย และทั้งสองสายก็มียิมกระจายไปทั่ว ผลก็คือจำนวนคนเรียนเทควันโดพอรวมกันในระดับโลกเลยมีมาก มาก มาก มากพอที่จะผลักดันให้กลายเป็นกีฬาโอลิมปิกได้

แต่อนิจจา ในขณะที่ในยุโรปและอเมริกาเทควันโดถูกผลักดันให้เติบโต ขยายสาขา เพิ่มจำนวนคนเรียนได้อย่างเป็นระบบ คาราเต้โดยเฉพาะในอเมริกานั้นกลับขยายตัวในแบบที่ ไม่ได้มีองค์กรหรือสมาคมอะไรที่จะผลักดันอย่างเป็นระบบ ผลคือในอเมริกายุคหนึ่งความที่ยุคนนั้นพอคนเห่ออยากเรียนคาราเต้มากๆ มันก็มีคนเปิดสำนักมั่วซั่วหลอกลวง ตั้งตัวเป็นอาจารย์แบบเถื่อนๆ เปิดยิมสอนแบบเก็บสตางค์จำพวกจ่ายครบจบแน่ ที่เรียกว่า McDojo นั่นแหละครับ ผลคือสุดท้ายในฝั่งตะวันตกคนก็เสื่อมความเชื่อถือ คาราเต้ก็พลอยเสื่อมความนิยมไป และคาราเต้นั้นในเมืองนอกที่อื่นๆ ก็ต่างสำนักต่างเผยแพร่กันเอง ไม่ต้องดูอื่นไกล ชมรมคาราเต้ในไทยน่ะ บางทีก็โกจูริว บางที่ก็โชโตคัน บางที่ก็วาโดริว ในขณะที่เทควันโดเมืองไทยจะยิมที่ไหนๆ ครูที่มีคุณวุฒิสอบเลื่อนสายได้ ก็คือได้คุณวุฒิจาก WTF กันทั้งนั้น ก็ต้องยอมรับว่าการมีองค์กรที่เป็นเอกภาพมันมีผลต่อการผลักดันกีฬาให้เป็นที่แพร่หลายได้จริง

ก่อนจะจากกันวันนี้ ใครที่จะดราม่า มาม่า เรื่องผู้เขียนเอาเทควันโดไปเปรียบกับคาราเต้ ไม่ต้องอะไรมากมาย ดูการรำกาต้า 型 (ซึ่งในเทควันโดเกาหลี โดยเฉพาะสาย WTF เรียกว่า “พุมเซ่”)

อันนี้คือกาต้า “ไทเคียวคุ” (対極 ก็คือ ไทเก๊ก นั่นแหละ) โชะดัน ของคาราเต้สำนักโชโตคัน

ส่วนอันนี้คือพุมเซ่ “แทกึก อิล จัง” (แทกึก กับ ไทเคียวคุ ก็คำเดียวกัน คือหมายถึง “ไทเก๊ก” แทกึก อิลจัง แปลได้คือ ไทเก๊ก บทที่หนึ่ง) อันนี้ท่าเบสิกเลยสำหรับขึ้นสายเหลืองสองของเทควันโด

ดูแล้วก็วินิจฉัยกันเองนะครับ สวัสดีครับ

ร้านแพนเค้กชื่อดัง “Shiawase no Pancake” เปิดสาขาใหม่ในฮอกไกโดแล้ว

ร้านแพนเค้กชื่อดัง “Shiawase no Pancake” เปิดสาขาใหม่ในฮอกไกโดแล้ว

ร้านแพนเด้กชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น “Shiawase no Pancake” ที่ทำให้หลายคนติดใจด้วยความนุ่มฟูเด้งดึ๋งแบบเป็นเอกลักษณ์ของร้าน เปิดสาขาใหม่เพิ่มเอาใจแฟนๆคนรักแพนเค้กอีกแล้ว โดยครั้งนี้เป็นการเปิดสาขาใหม่ในแหล่งท่องเที่ยวขวัญใจคนทั่วโลกอย่าง “ซัปโปโร ฮอกไกโด” ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของการไปเปิดสาขาที่เกาะฮอกไกโดอีกด้วยนะจ๊ะ

ร้าน “Shiawase no Pancke” เปิดตัวเป็นครั้งแรกเดือนพฤศจิกายน 2015 ที่สาขาโอโมเตซันโด ในกรุงโตเกียว ถึงจะเป็นร้านเปิดใหม่แต่ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากๆจนเกิดเป็นกระแสต่อแถวยาวในทันที โดยเมนูที่ใครๆก็ต้องลองก็คือ เมนูที่มีชื่อเดียวกับร้าน แถมยังมีทั้งอาหารแนวของหวานที่ทำจากแพนเค้กอีกด้วย

เมนูพิเศษช่วงฤดูร้อน “Rose hip peach pancake”

ความพิเศษของร้านคือ สัมผัสฟูฟ่องของเนื้อแพนเค้กที่เกิดจากความประณีตในแต่ละขั้นตอนการทำ วัตถุดิบที่ใช้ล้วนแล้วแต่เป็นวัตถุดิบที่ไม่มีสารเติมแต่ง ไม่ใช่เบกกิ้งโซดา และไม่มีการทำเตรียมทิ้งไว้ ทุกชื้นล้วนทำขึ้นสดใหม่ทีละอันทีละอัน ใช้เวลาย่างด้วยวิธีเฉพาะตัวของทางร้านซึ่งใช้เวลากว่า 20 นาที จนได้เป็นแพนเค้กเนื้อนุ่มฟูฟ่องแบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน    UFABET เว็บตรง

ร้านแพนเค้กอันโด่งดังได้มาเปิดสาขาแรกที่เกาะฮอกไกโด เมืองซัปโปโร ตั้งอยู่ตรงบริเวณหน้าสถานี Nishiyonchome ตกแต่งภายในร้านในดูเป็นธรรมชาติ พร้อมด้วย open kitchen ให้ลูกค้าภายในร้านได้มองเห็นกรรมวิธีการทำที่พิถีพิถันทุกขั้นตอน  แถมในช่วงตอนเปิดร้านใหม่ยังมีเมนูพิเศษเฉพาะสำหรับหน้าร้อนอย่าง “Rose hip peach pancake” ที่ทำจากลูกพีชที่ปลูกในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

Shiawase no Pancake สาขา Sapporo
ที่ตั้ง:21st Big Building 1-15-4 Minami 1 Jonishi, Chuo, Sapporo, Hokkaido
เบอร์โทรศัพท์:011-251-6666
เวลาให้บริการ:วันธรรมดา 10:00~20:00(LO19:15)วันเสาร์อาทิตย์・นักขัตฤกษ์ 10:00~20:30(LO19:40)
วันหยุดร้าน:ไม่มีวันหยุดประจำ