ฟุ หรือโปรตีนกลูเตนจากแป้งสาลี ทางเลือกของอาหารคลีน

ฟุ หรือโปรตีนกลูเตนจากแป้งสาลี ทางเลือกของอาหารคลีน

หากชอบรับประทานซุปมิโซะก็คงเคยรับประทานกลูเตนจากแป้งสาลีซึ่งคนญี่ปุ่นเรียกว่าฟุ (麩) มารู้จักฟุและประโยชน์ของฟุหรือกลูเตนจากแป้งสาลีกันนะคะ

ฟุคืออะไร

ฟุหรือโปรตีนกลูเตนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบมากในแป้งสาลีและข้าวบาร์เลย์ ฟุที่รับประทานในญี่ปุ่นได้มาจากการสกัดโปรตีนกลูเตนจากแป้งสาลี โดยการนำแป้งสาลีมาผสมน้ำและนวดจนได้ที่ พักไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง นำมาล้างและนวดในน้ำเพื่อขจัดแป้งออกจนหมด จนได้เฉพาะโปรตีนกลูเตนแล้วจึงนำมาตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ และนำมานึ่ง อบแห้งหรือนำไปทอด ในญี่ปุ่นมีผลิตภัณฑ์โปรตีนกลูเตนมากกว่า 100 ชนิด ซึ่งมีวิธีทำที่แตกต่างกันไป แต่โปรตีนกลูเตนที่หาซื้อได้ทั่วไปในร้านค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ตคือโปรตีนกลูเตนอบแห้ง

ประโยชน์ของฟุ

ฟุหรือโปรตีนกลูเตนเป็นโปรตีนจากพืชที่ถูกนำมาใช้ในอาหารมังสวิรัติสำหรับพระสงฆ์ในญี่ปุ่น ฟุอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อร่างกายดังต่อไปนี้

  • กรดกลูตามิก ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท มีบทบาทสำคัญในกระบวนการเรียนรู้และจดจำของสมอง
  • ธาตุเหล็กและฟอสฟอรัส
  • กรดอะมิโนโปรลีนซึ่งกระตุ้นการเจริญของเซลล์ผิว ส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนและเคราตินตลอดจนช่วยซ่อมแซมคอลลาเจนที่ถูกทำลาย สร้างผิวพรรณที่งดงาม
  • กลูเตนเปปไทด์ ซึ่งมีผลดีต่อร่างกายในด้านช่วยลดความดันเลือด ควบคุมกรดในกระเพาะอาหารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเพิ่มระดับอินซูลินในเลือดหลังอาหาร เป็นต้น

นอกจากนี้ด้วยคุณสมบัตินุ่มและการพองตัวที่ดีหลังจากนำมาปรุงอาหาร ทำให้ผู้บริโภคอิ่มเร็ว ทำให้ฟุเป็นอาหารทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักด้วย

ชนิดของฟุที่หาซื้อได้ทั่วไปในญี่ปุ่น

ฟุสด (nama-fu หรือ 生麩) เป็นการนำโปรตีนกลูเตนมาผสมกับแป้งข้าวเหนียวและนำมานึ่ง ฟุสดจะมีรูปร่างและสีสันต่าง ๆ ซึ่งนิยมนำมาปรุงเป็นอาหารมังสวิรัติ ขนมหวานอร่อยญี่ปุ่นที่ทำจากฟุสดคือ ฟุ มันจู (Fu-manju) ซึ่งนำโปรตีนกลูเตนมาหุ้มถั่วแดงบดหวานและห่อด้วยใบไผ่ก่อนนำมานึ่งให้สุก

ฟุ มันจู

ฟุอบแห้ง (yaki-fu หรือ 焼き麩) เป็นโปรตีนกลูเตนที่ถูกทำให้ขึ้นฟูโดยการเติมผงฟู นำมาพันรอบแกนไม้หรือโลหะหรือตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อนนำมาอบ ฟุอบแห้งโดยทั่วไปจะถูกนำมาใส่ในซุปมิโซะหรือสุกียากี้ เนื้อฟุจะดูดซึมของเหลวจนฟูนุ่ม ฟุชนิดนี้หาซื้อได้ทั่วไปในร้านค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ตในญี่ปุ่น

ฟุแฟนซีเทะมาริ (Temari Fu หรือ 手まり麩) ฟุชนิดนี้จะมีสีสันสดใสและมีรูปทรงกลมเล็ก ๆ คล้ายลูกบอลเทะมาริ คนญี่ปุ่นนิยมนำฟุชนิดนี้มาใส่ในซุปน้ำใส (Osuimono お吸い物) โดยวิธีการง่าย ๆ คือนำฟุมาแช่ในน้ำอุ่นจนฟุพองตัวแล้วจึงนำไปใส่ในถ้วยน้ำซุป          UFABET เว็บตรง

 

 

โปรตีนกลูเตนเป็นอาหารชนิดหนึ่งที่ใช้รับประทานเพื่อสุขภาพและถูกใช้เป็นอย่างมากในอาหารมังสวิรัติควบคู่ไปกับถั่วเหลือง อย่างไรก็ตามโปรตีนกลูเต็นอาจจะส่งผลเสียกับผู้ที่แพ้กลูเตนซึ่งอาจส่งผลให้เกิดลำไส้อักเสบ ท้องอืด ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน และมีอาการชาตามแขนและขา เป็นต้น สำหรับคนที่ไม่แพ้กลูเตนไว้คราวหน้าจะมาเล่าวิธีการนำฟุมารับประทานในรูปแบบต่าง ๆ นะคะ

เลมอนทาร์ตล่องหน! เมนูขนมสุดครีเอทจากทวิตเตอร์สาวญี่ปุ่น

เลมอนทาร์ตล่องหน! เมนูขนมสุดครีเอทจากทวิตเตอร์สาวญี่ปุ่น

ในสถานการณ์ที่ต้องอยู่บ้านแทบทุกวันแบบนี้ เชื่อเลยว่าหลาย ๆ คนคงจะทำอาหารทำขนมทานเองกันมากขึ้น วันนี้เราก็เลยมีเมนูขนมแสนครีเอทจากคนญี่ปุ่นมาฝากค่ะ เห็นแล้วน่าลองทำตามมาก ๆ !

ผู้ใช้ twitter @tomeinohito ได้นำเสนอเลมอนทาร์ตล่องหนที่ดูราวกับเป็นขนมในโลกเวทมนตร์ แป้งพายเนื้อเนียนสีสวย เนื้อเลมอนที่โปร่งใสเสียจนวิปปิ้งครีมที่ตกแต่งลงไปก็ดูเหมือนจะลอยอยู่บนทาร์ตอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็สามารถมองเห็นได้หากวางในที่ที่มีแสงส่องถึง สวยจนไม่กล้าทานเลยนะคะเนี่ย

 

เธอได้รังสรรค์เลม่อนทาร์ตล่องหนนี้ให้เข้ากับชื่อแอคเคาท์ของเธอ ซึ่งแปลว่ามนุษย์ล่องหน แถมเธอยังได้แบ่งปันรายการส่วนผสมและวัตถุดิบต่าง ๆ ที่ต้องใช้ผ่านทางทวิตเตอร์ เผื่อว่ามีใครที่อยากทดลองทำเมนูนี้บ้าง โดยวัตถุดิบมีดังนี้

ตัวเลมอน ประกอบด้วย

  • เลม่อน (1 ลูก)
  • ไวน์ขาว (200 มิลลิลิตร / 6.8 ออนซ์)
  • น้ำตาลทราย (30 กรัม / 1/1 ออนซ์)
  • ผงเจลาติน (8 กรัม / 0.3 ออนซ์)
  • น้ำผึ้ง (ตามต้องการ)

ตัวครีม ประกอบด้วย

  • วิปปิ้งครีม (50 มิลลิลิตร / 1.7 ออนซ์)
  • น้ำตาลทราย (1 ช้อนโต๊ะ)

ตัวแป้งทาร์ต ประกอบด้วย

  • แป้ง (330 กรัม / 11.6 ออนซ์)
  • เนย (180 กรัม / 6.3 ออนซ์)
  • น้ำตาลไอซิ่ง (150 กรัม / 5.3 ออนซ์)
  • ไข่ที่ตีแล้ว (60 กรัม / 2.1 ออนซ์)
  • แป้งอัลมอนด์ (60 กรัม / 2.1 ออนซ์)
  • อบเชย (1 ช้อนชา)
  • ลูกจันทน์เทศ (ตามต้องการ)

นอกจากเลม่อนทาร์ตแล้ว เธอยังมีเมนูขนมอีกมากมายที่ทำออกมาตามคอนเซปต์ของเธอ ไม่ว่าจะเป็น ซากุระเจลาตินบอล เจลาตินพั้นช์ เชอร์รี่เจลาตินคิวบ์ น่ารัก ๆ ทุกเมนูเลยค่ะ

 

 

 

สามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่ทวิตเตอร์ @tomeinohito ของเธอนะคะ เผื่อจะเป็นไอเดียทำขนมในช่วงกักตัวค่าา ^^            UFABET เว็บตรง

มิสึทาคิสีทอง ของอร่อยที่ห้ามพลาดของฟุคุโอกะ

มิสึทาคิสีทอง ของอร่อยที่ห้ามพลาดของฟุคุโอกะ

เมนูเด็ดอย่างหนึ่งของฟุคุโอกะที่คนไปเที่ยวต้องแวะทานให้ได้ นั่นก็คือ “มิสึทาคิ” อาหารที่คล้าย ๆ กับหม้อไฟชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะมิสึทาคิไก่ ซึ่งถือกำเนิดที่ฟุคุโอกะ และมีประวัติมาเป็น 100 ปี

แล้วถ้าอยากกินมิสึทาคิอร่อย ๆ จะไปกินที่ไหนดี? ร้าน Torita ที่เราจะแนะนำในวันนี้ ก็ถือเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ บรรยากาศเก๋ไก๋ นอกจากความอร่อยของมิสึทาคิแล้ว ยังมีไวน์กับเหล้าต่าง ๆ ให้บริการด้วย เรียกได้ว่านั่งทานได้อย่างสบาย ๆ เหมือนกับอยู่บ้านเลยทีเดียว

 

ทีเด็ดของรสชาติก็คือน้ำซุปหรูหราที่เคี่ยวกว่า 6 ชั่วโมง โดยเอาไก่คิวชูมาต้มทั้งตัวเลย นอกจากน้ำซุปเข้มข้นแล้ว ยังใส่เนื้อไก่สาวสดใหม่ลงไปต้มด้วย ไม่มีกลิ่นคาวหรือตะกอนใด ๆ เลย รสชาติเข้มข้นแต่กินแล้วสดชื่น ยิ่งถ้าเป็นคนที่เคยทานมิสึทาคิมาก่อนล่ะก็ คงรู้สึกเหมือนได้เปิดหูเปิดตาน่าดู แต่ถ้าไม่เคยทานมาก่อน ก็คงรู้สึกเหมือนกับความประทับใจแรกพบ

เมนูก็มีให้เลือกหลายอย่าง ทั้งโกมะซาบะของขึ้นชื่อที่ฮาคาตะ เท็มปุระไก่ของขึ้นชื่อที่โออิตะ หรือแม้แต่เมนไทโกะ (ไข่ปลาปรุงรสเผ็ด) สูตรทำเองของที่ร้าน จึงสามารถเลือกทานได้ตามใจชอบเลย มีบริการห้องส่วนตัวตั้งแต่ 2 คนไปจนถึงสูงสุด 24 คน

ปกติแล้วน้ำซุปของมิสึทาคิ จะใช้โครงไก่ต้ม แต่ที่นี่ใช้ไก่ทั้งตัว ดังนั้นจึงมีความเข้มข้นและกลมกล่อมกว่ากันเยอะ ภาชนะทั้งหมดที่ใช้ก็เป็นเครื่องถ้วยอาริตะทั้งชุด เหมาะกับผู้หญิงน่าดูเลย

แนะนำเมนูยอดฮิต!

มิสึทาคิคอร์ส

Ume / มิสึทาคิสแตนดาร์ดคอร์ส 3,800 เยน (1 คน)
ออเดิร์ฟ, สลัดโทริวาสะ (ซาชิมะไก่ปรุงรสด้วยวาซาบิกับโชยุ), มิสึทาคิ, โซซุยหรือราเม็ง

Take / คอร์สแนะนำของร้านโทริตะ 4,800 เยน (1 คน)
ออเดิร์ฟ, โกมะโซบะ, เท็มปุระไก่, มิสึทาคิ, โซซุยหรือราเม็ง, ของหวานประจำวัน

Matsu / คอร์สหรู 5,800 เยน (1 คน) *เฉพาะสาขาฮาคาตะ ต้องจองล่วงหน้า 1 วันด้วย
ออเดิร์ฟ, โกมะซาบะ, โอะสึคุริ 4 ชนิด, เมนไทโคสูตรทำเองของทางร้าน, เท็มปุระไก่, มิสึทาคิ, โซซุยหรือราเม็ง, ของหวาน (สามารถเลือกได้เองจากเมนู)

 

 

*Plan สำหรับงานเลี้ยงตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป (พร้อมเครื่องดื่มไม่อั้น 5,000 เยน/ 6,500 เยน) ทั้งสองแบบ เพิ่มเงินอีก 700 เยน สามารถเปลี่ยนเป็น ดื่มไม่อั้นแบบ premium ได้

ร้าน Torita อาจจะไม่ใช่ร้านมิสึทาคิที่อร่อยที่สุดในฟุคุโอกะ แต่สามารถตัดคำว่า “ไม่อร่อย” ทิ้งไปได้ค่อนข้างแน่ สามารถฝากท้องได้อย่างไม่ผิดหวังครับ          สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

ข้อมูลร้าน
ร้านTorita สาขาฮาคาตะ
ที่อยู่ Fukuoka-ken Fukuoka-shi Hakata-ku Shimokawabatamachi 10-5 Hakatakojiyaban Building 1F
เบอร์โทรศัพท์ 092-272-0920
เวลาทำการ 11:30-23:00 น. (ปิดรับออเดอร์ 21:30 น.), มื้อกลางวันให้บริการตั้งแต่ 11:30-15:00 น. (ปิดรับออร์เดอร์)
วันหยุด : เปิดบริการทุกวัน
การเดินทาง : ขึ้นรถไฟใต้ดินสาย Kuukou-sen ลงที่สถานี Nakasu-Kawabata เดินต่อมาอีกประมาณ 2 นาที

วิธีทำมิโสะราเม็งอร่อยเองที่บ้านง่ายๆ ภายในเวลา 20 นาที

วิธีทำมิโสะราเม็งอร่อยเองที่บ้านง่ายๆ ภายในเวลา 20 นาที

ในญี่ปุ่นมีราเม็งหลากหลายชนิดที่ถูกคิดค้นและดัดแปลงให้ถูกปากของผู้บริโภค หนึ่งในราเม็งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่งของคนญี่ปุ่นคือ มิโสะราเม็ง การทำน้ำซุปมิโสะราเม็งจริงๆ นั้นต้องนำเอากระดูกหมูมาเคี่ยวเป็นน้ำซุปและเติมมิโสะลงไป อย่างไรก็ตามในวันที่รีบเร่งและต้องการรับประทานราเม็งที่อร่อยและมีรสชาติที่ไม่เค็มเกินไป วันนี้ ANNGLE มานำเสนอวิธีการทำมิโสะราเม็งรับประทานเองที่บ้านภายในเวลาไม่เกิน 20 นาที ด้วยวัตถุดิบที่หาง่ายในเมืองไทยให้ลองทำรับประทานกันนะคะ

วิธีการทำราเม็งเองที่บ้านมี 2 สูตรให้เลือกเองตามชอบ ดังนี้

มิโสะราเม็งสูตร 1

วัตถุดิบ (สำหรับ 1 คน)

  • เส้นบะหมี่หรือราเม็ง 1 ห่อ
  • หมูบดหรือสับ 50 กรัม
  • ไข่ต้ม ½ ฟอง
  • ถั่วงอก 70 กรัม
  • ต้นหอม 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือและพริกไทยเล็กน้อย

เครื่องปรุงน้ำซุป

  • น้ำ 400 มิลลิลิตร
  • ผงปรุงรสไก่ 1 ช้อนโต๊ะ
  • มิโสะ 1 ½ ช้อนโต๊ะ
  • งาบด 1 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมขูดหรือสับละเอียด 1 กลีบ
  • น้ำตาล 1 ช้อนชา
  • น้ำมันงา เล็กน้อย
มิโสะ

วิธีทำ

1. นำหมูบดหรือสับมาผัดในน้ำมันงา เติมเกลือและพริกไทยเล็กน้อยลงไปจากนั้นเติมถั่วงอก ผัดจนพอเฉาแล้วตักขึ้นใส่จาน หั่นต้นหอมให้ละเอียด และต้มไข่แล้วปอกเปลือกและผ่าครึ่ง

2. ต้มน้ำจนเดือด จากนั้นใส่เส้นบะหมี่ลงไปต้มตามเวลาที่ระบุไว้ที่บรรจุภัณฑ์ จากนั้นล้างเอาแป้งส่วนเกินออกด้วยน้ำเย็น

3. นำเครื่องปรุงน้ำซุปใส่หม้อ เติมน้ำและคนให้เข้ากัน นำตั้งไฟพอเดือด

4. นำบะหมี่ใส่จาน เติมหมู ถั่วงอก ไข่ต้มและต้นหอมลงไป ราดด้วยน้ำซุป เสิร์ฟรับประทานได้ทันที

 

มิโสะราเม็งสูตร 2

วัตถุดิบ

  • เส้นบะหมี่หรือราเม็ง 1 ห่อ
  • หมูบดหรือสับ 50 กรัม
  • ถั่วงอก 70 กรัม
  • กุยช่าย ½ กำ
  • ข้าวโพดกระป๋อง ¼ ถ้วย
  • เกลือและพริกไทยเล็กน้อย

เครื่องปรุงน้ำซุป

  • น้ำ 400  มิลลิลิตร
  • ผงปรุงรสไก่ 1 ช้อนโต๊ะ
  • มิโสะ 2 ช้อนโต๊ะ
  • ผงดาชิ 1 ช้อนชา
  • กระเทียมขูดหรือสับละเอียด 1 กลีบ
  • น้ำตาล 1 ช้อนชา
  • น้ำมันงา เล็กน้อย

วิธีทำ

 

1. นำหมูผัดในน้ำมันงา เติมเกลือและพริกไทยเล็กน้อยจากนั้นเติมถั่วงอก กุยช่าย และข้าวโพดลงไป ผัดจนพอเฉาและตักขึ้นใส่จาน

2. ต้มน้ำจนเดือด ใส่เส้นบะหมี่ลงไปต้มตามเวลาที่ระบุไว้ที่บรรจุภัณฑ์ จากนั้นล้างเอาแป้งส่วนเกินออกด้วยน้ำเย็น

3. นำเครื่องปรุงน้ำซุปใส่หม้อ เติมน้ำและคนให้เข้ากัน นำตั้งไฟพอเดือด

4. นำบะหมี่ใส่จาน เติมเครื่องจากข้อ 1 ลงไป ราดด้วยน้ำซุป เสิร์ฟรับประทานได้ทันที หากอยากได้รสชาติอร่อยเข้มข้นก็สามารถเพิ่มเนยลงไปเล็กน้อย

สูตรราเม็งทั้งสองสูตรนี้แม้จะมีส่วนประกอบเครื่องปรุงที่คล้ายกัน แต่สูตรที่ 1 น้ำซุปจะข้นและมีกลิ่นหอมจากงาขาวบดและน้ำมันงา ส่วนสูตรที่ 2 น้ำซุปจะใสกว่าและมีรสอุมามิจากดาชิ อย่างไรก็ตามทั้งสองสูตรก็อร่อยไม่แตกต่างกัน หากรู้สึกเบื่อรสชาติเดิมๆ ก็ลองทำให้สมาชิกในบ้านได้รับประทานดูนะคะ จะเติมผักหรือเครื่องหน้าอะไรลงไปก็ได้ตามชอบเลยค่ะ    สล็อตเว็บตรง

(อามะซาเกะ) เคยเป็นเครื่องดื่มประจำฤดูร้อนในญี่ปุ่นสมัยก่อน

รู้หรือเปล่า? “เหล้าหวาน” (อามะซาเกะ) เคยเป็นเครื่องดื่มประจำฤดูร้อนในญี่ปุ่นสมัยก่อน

แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็น “เหล้า” แต่ เหล้าหวานหรือ “อามะซาเกะ” (甘酒, Amazake) ก็มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำไม่ถึง 1% ทำให้ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่เครื่องดื่มประเภทซอฟต์ดริงค์ที่ได้รับความนิยมทั้งในกลุ่มเด็กไปจนถึงกลุ่มผู้สูงอายุ และสามารถหาซื้อได้ง่ายตามตู้จำหน่ายเครื่องดื่มอัตโนมัติหรือร้านสะดวกซื้อทั่วไปในประเทศญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงเหล้าหวาน หลายคนมักเข้าใจมันว่าเป็นเครื่องดื่มประจำฤดูหนาวที่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น แต่ในอดีต เหล้าหวานเป็นเครื่องดื่มประจำฤดูร้อนของญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างมากเลยทีเดียว

ความสำคัญของเหล้าหวานกับฤดูร้อนของญี่ปุ่น

เหล้าหวาน เป็นเครื่องดื่มที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน โดยในหนังสือนิฮนโชกิ (日本書紀, Nihonshoki) หรือหนังสือพงศาวดารญี่ปุ่นที่ถูกเขียนขึ้นในยุคนาระได้จดบันทึกเกี่ยวกับต้นกำเนิดของเหล้าหวานเอาไว้ว่า ในยุคโคฟุง เหล้าหวานเคยถูกเรียกในชื่อ “อามะโนะทามุซาเกะ” (天甜酒, Amanotamuzake) และก่อนหน้านั้นยังเคยถูกเรียกในชื่อ “ฮิโตะโยะซาเกะ” (一夜酒, Hitoyozake) และ “โคะสาเกะ” หรือ “โคะซาเกะ” (醴酒, Kosake, Kozake) ที่หมายถึงเหล้ารสเข้มข้นด้วย

เมื่อเข้าสู่ยุคเอโดะ วัฒนธรรมการดื่มเหล้าหวานได้แพร่กระจายและเป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนทั่วไปมากขึ้น จนเกิดอาชีพพ่อค้าหาบเร่ขายเหล้าหวานเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย โดยเหล้าหวานทำมาจากวัตถุดิบหลัก 2 อย่างคือ โคเมะโคจิ (米こうじ, Komekouji) และ สาเกคาสุ (酒粕, Sakekasu) ที่คุณค่าทางโภชนาการสูง ทำให้เหล้าหวานถูกขนานนามว่าเป็น “IV drip to drink” หมายถึง การให้วิตามินและสารอาหารเข้าสู่กระแสเลือดผ่านการดื่ม

อ่านเพิ่มเติม: คุณประโยชน์ดีๆ ต่อร่างกายที่หลากหลายจากเหล้าหวาน

คนญี่ปุ่นในยุคนั้นทราบถึงคุณประโยชน์ของเหล้าหวานผ่านการสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย โดยมักจะดื่มเหล้าหวานเพื่อป้องกันอาการอ่อนเพลียในช่วงฤดูร้อน และไม่นิยมดื่มเหล้าหวานแบบร้อน แต่จะนิยมดื่มเหล้าหวานแบบเย็น ๆ ชื่นใจมากกว่า ทำให้เหล้าหวานกลายเป็นที่ยอมรับและเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพประจำบ้านของคนทุกชนชั้นตั้งแต่ระดับรัฐบาลโชกุนไปจนถึงประชาชนธรรมดา อีกทั้งยังมีการจำกัดราคาขายเหล้าหวานสูงสุดไม่เกิน 4 มง (文, Mon เป็นหน่วยเงินญี่ปุ่นในสมัยก่อน 1 มงจะเทียบเท่าประมาณ 12 เยนในปัจจุบัน) เพื่อให้เด็ก ๆ สามารถซื้อดื่มกันได้ง่ายอีกด้วย จึงอาจเรียกได้ว่า เหล้าหวานกลายเป็นเครื่องดื่มที่สำคัญต่อประเทศญี่ปุ่นในสมัยนั้นมาก ๆ เลยก็ว่าได้

 

นอกจากนี้ “เหล้าหวาน” ยังเป็นคำศัพท์ที่ถูกเขียนถึงในกลอนไฮกุประจำฤดูร้อน จึงเป็นอีกหนึ่งข้อยืนยันว่า เหล้าหวานเคยเป็นเครื่องดื่มประจำฤดูร้อนของประเทศญี่ปุ่นในสมัยก่อน      UFABET เว็บตรง

ขอแนะนำบทความนี้ด้วย:

  1. คุณประโยชน์ดีๆ ต่อร่างกายที่หลากหลายจาก “อามะสาเก” (เหล้าหวาน)
  2. 15 คำศัพท์ญี่ปุ่นน่าสนใจ ที่ไม่มีคำแปลตรงตัวในภาษาไทย
  3. ทำไมตัวคันจิ 虹 (สายรุ้ง) ถึงมี 虫 (แมลง) เป็นส่วนประกอบกันนะ??
  4. เก็บชาเขียวยังไงให้เลยวันหมดอายุ! (ตอนที่ 2)
การรับประทานนัตโตะเป็นประจำอาจช่วยลดความรุนแรง

น่าสนใจ! การรับประทานนัตโตะเป็นประจำอาจช่วยลดความรุนแรงของโควิด-19 ได้

ความน่ากลัวของไวรัสโควิด-19 คือ การทำให้ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวและผู้สูงอายุมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามพบว่าอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่รับประทานในชีวิตประจำวันนั้นมีผลในการลดความรุนแรงของโรคได้ สมาคมโภชนาการคลินิกและเมแทบอลิซึมแห่งยุโรป (The European Society for Clinical Nutrition and Metabolism หรือ ESPEN) จึงได้จัดทำหนังสือคู่มือทางโภชนาการสำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และสารอาหารที่ได้รับความสนใจว่าช่วยลดความรุนแรงของอาการโรคได้ ซึ่งก็คือ วิตามิน K มารู้กันนะคะว่าทำไมวิตามิน K จึงช่วยลดความรุนแรงของอาการโรคได้

ทำไมคนยุโรปจึงให้ความสำคัญกับวิตามิน K

จากการติดตามและสังเกตพบว่า ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีภาวะขาดสารอาหารมีแนวโน้มที่จะมีอาการทรุดหนักและสูญเสียกล้ามเนื้อระหว่างการรักษาในโรงพยาบาล อีกทั้งยังฟื้นตัวหลังจากออกจากโรงพยาบาลได้ช้า ESPEN จึงส่งเสริมให้มีการตรวจสภาพโภชนาการของผู้ป่วยในโรงพยาบาล ดังเช่นในเยอรมนีที่พบว่าหนึ่งในสี่ของผู้พักอาศัยในบ้านพักคนชรา และหนึ่งในสามของผู้ป่วยทั้งหมดขาดสารอาหารและแร่ธาตุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการรุนแรงเนื่องจากไวรัสโควิด-19 จนต้องเข้าพักรักษาในโรงพยาบาลนั้นมีการขาดวิตามิน K นอกจากนี้ทีมวิจัยของแพทย์จากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่เมือง Nijmegen ประเทศเนเธอร์แลนด์พบว่า อาการป่วยจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่รุนแรงนั้นสัมพันธ์กับการขาดวิตามิน K

ความสำคัญของวิตามิน K  ต่อร่างกาย

วิตามิน K มีบทบาทสำคัญในการช่วยควบคุมการแข็งตัวของเลือด และทำหน้าที่กระตุ้นการทำงานของโปรตีนชนิดพิเศษในการเคลื่อนย้ายแคลเซียมเข้าและออกจากกระดูก จากการศึกษาพบว่าคนที่รับประทานวิตามิน K จากอาหารตามธรรมชาติประจำเป็นเวลาหลายปีจะมีผลในการลดการสะสมของแคลเซียมที่หลอดเลือดและส่งผลให้มีสุขภาพหัวใจที่ดี

ความสำคัญของวิตามิน K ต่อผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19

ไวรัสโควิด-19 ทำให้เลือดแข็งเป็นลิ่มและไปทำลายเส้นใยอิลาสติก (Elastic fibers) ซึ่งเป็นเส้นใยที่พบมากที่ผนังของหลอดเลือดขนาดใหญ่ที่ปอด แต่หากร่างกายมีวิตามิน K ที่เพียงพอ วิตามิน K ซึ่งเกี่ยวข้องกับการผลิตโปรตีนที่ช่วยควบคุมการแข็งตัวของเลือดและช่วยปกป้องปอดได้

นัตโตะ อาหารญี่ปุ่นที่อุดมไปด้วยวิตามิน K

นัตโตะกลายเป็นหนึ่งในอาหารที่คุณหมอยุโรปแนะนำให้รับประทานเพื่อป้องกันความรุนแรงของโรคหากติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สาเหตุที่เป็นนัตโตะนั้นเพราะว่า นัตโตะเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน K ซึ่งเป็นวิตามิน K ชนิดที่ร่างกายดูดซึมได้ดี ในนัตโตะ 1 แพ็คประมาณ 40 กรัม จะมีวิตามิน K2 ประมาณ 240 ไมโครกรัม ซึ่งมากกว่า 4-6 เท่าของปริมาณที่แนะนำให้คนแยอรมันที่มีอายุ 51 ปีขึ้นไปรับในแต่ละวัน คือ ผู้หญิง 65 ไมโครกรัม และผู้ชาย 80 ไมโครกรัม

นอกจากจะอุดมไปด้วยวิตามิน K แล้ว นัตโตะยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงของร่างกายและช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น ซึ่งการรับประทานนัตโตะตามธรรมชาติเป็นอาหารที่ปลอดภัยมากกว่าการรับประทานอาหารเสริมวิตามิน K อย่างไรก็ตาม ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือดควรหลีกเลี่ยงรับประทานนัตโตะเพราะจะไปมีผลยับยั้งฤทธิ์ของยาได้

อาหารอื่นๆ ที่อุดมไปด้วยวิตามิน K

โดยทั่วไปในธรรมชาติวิตามิน K มี 2 ชนิด ได้แก่ K1 และ K2 โดยอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน K1 ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น ผักขมญี่ปุ่นและผักกาดกวางตุ้ง เป็นต้น ส่วนวิตามิน K2 ซึ่งเป็นชนิดที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายพบมากในนม ไข่ เนื้อสัตว์ ตับ ชีส และมากเป็นพิเศษในนัตโตะ

 

ดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งข้อมูลเพื่อให้ผู้อ่านได้รู้เพื่อหาวิธีต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 ในขณะที่ยังไม่มีวัคซีนออกมา อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้รับประทานวิตามิน K ที่เป็นอาหารเสริมเพราะอาจจะมีผลเสียต่อร่างกายได้ หากจะรับประทานก็ควรเป็นอาหารตามธรรมชาติ เช่น จากนัตโตะ ชีส เนื้อสัตว์ ไข่ และนม ทั้งนี้สิ่งสำคัญเพิ่มเติมจากการรับประทานอาหารที่สมดุลทางโภชนาการ การออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอก็คือการใส่หน้ากากอนามัยและล้างมืออย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของไวรัสในไทยและญี่ปุ่นจะดีขึ้นแล้วแต่เราก็อย่าการ์ดตกกันนะคะ                สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

เคล็ดไม่ลับ 5 อาหารที่กินแล้วได้ทั้งสุขภาพและช่วยชะลอวัยแบบคนญี่ปุ่น

เคล็ดไม่ลับ 5 อาหารที่กินแล้วได้ทั้งสุขภาพและช่วยชะลอวัยแบบคนญี่ปุ่น

การดูแลสุขภาพนั้นแท้จริงแล้วทำได้ง่ายๆ ด้วยการหันมาเริ่มดูแลตัวเองจากภายใน เพียงปรับพฤติกรรมการทานอาหารก็ช่วยให้สุขภาพดีและยังช่วยชะลอวัยได้อีกด้วย อาหาร 5 ที่เราจะแนะนำเป็นอาหารที่สามารถหาได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วๆ ไป ซึ่งหลักๆ แล้วก็เป็นอาหารที่คนญี่ปุ่นรับประทานกันเป็นประจำ จะมีอะไรบ้างมาดูกันเลยค่ะ

นัตโตะ


อาหารมื้อหลักยอดนิยมที่มีติดครัวเรือนสำหรับคนญี่ปุ่น ทั้งยังหาซื้อได้ง่ายและพร้อมรับประทานทันที ในเรื่องประโยชน์ก็ไม่เป็นรองอาหารอื่นๆ มีสารอาหารมากมายทั้งโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่ และใยอาหาร คุณค่าทางโภชนาการครบครัน หากทานในช่วงเช้าจะช่วยเสริมสร้างการทำงานของโปรตีนได้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยให้การละลายลิ่มเลือดในร่างกายดียิ่งขึ้นด้วย

บุกญี่ปุ่นหรือคอนเนียคุ


บุกญี่ปุ่นหรือที่เรียกว่าคอนเนียคุ เป็นอาหารชั้นดีที่มีการรับประทานกันนมนานมาแต่สมัยเอโดะ ช่วยในเรื่องการดีท็อกซ์ภายในลำไส้ อุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร แคลเซียม และยังสามารถทานได้สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องแคลอรี่ นอกจากนั้นยังช่วยบำรุงผิวพรรณได้อีกด้วย

มะเขือเทศและน้ำมะเขือเทศ

ไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้น คนญี่ปุ่นยังนิยมรับประทานมะเขือเทศมากเช่นเดียวกัน เพราะสารต้านอนุมูลอิสระอย่างไลโคปีนที่พบในมะเขือเทศช่วยบำรุงผิวพรรณและลดริ้วรอยได้ ไม่ว่าจะเป็นมะเขือเทศสดหรือมะเขือเทศแปรรูปก็ยังมีไลโคปีนอยู่มาก แถมไลโคปีนนี้ยังคงอยู่แม้จะเจอความร้อนหรือไขมันในการประกอบอาหารก็ตาม เพียงแต่ควรระวังไม่รับประทานมากจนเกินไปหากเป็นมะเขือเทศกระป๋อง เพราะมีส่วนประกอบของโซเดียมอยู่ด้วย

เต้าหู้และน้ำเต้าหู้

น้ำเต้าหู้และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองมีโปรตีน กากใย และสารไอโซฟลาโวนที่ช่วยในการทำงานฮอร์โมนเพศหญิงและช่วยปรับสมดุล ทำให้ผิวพรรณสวย

น้ำอุ่น

 

น้ำอุ่นไม่เชิงว่าเป็นอาหาร แต่ก็ถือเป็นเครื่องดื่มสำคัญที่เราขาดไม่ได้ การดื่มน้ำอุ่นเป็นประจำจะช่วยรักษาสมดุลภายในร่างกาย โดยเฉพาะในช่องท้อง อีกทั้งยังช่วยในการฟื้นฟูและสร้างความอบอุ่นร่างกายด้วย

อาหารทั้ง 5 ประเภทนี้สามารถทานได้บ่อยตามต้องการหรือเป็นไปได้จะทานทุกวันยิ่งช่วยเสริมสร้างสุขภาพได้ดียิ่งขึ้นอีก พยายามหลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปและเพิ่มเติมอาหารสดใหม่ให้ครบห้าหมู่ รับรองว่าได้สุขภาพที่ดีและลดการชะลอวัยได้แน่นอนค่ะ    สล็อตเว็บตรง

ขนมโมจิหลากหลายชนิดที่เป็นที่นิยมของคนญี่ปุ่น

ขนมโมจิหลากหลายชนิดที่เป็นที่นิยมของคนญี่ปุ่น

โมจิเป็นเค้กข้าวที่แรกเริ่มในอดีตคนญี่ปุ่นใช้เพื่อบูชาเทพเจ้าและได้กลายเป็นอาหารเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ในเวลาต่อมา ปัจจุบันโมจิได้ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นขนมหวานของว่างถูกใจของคนญี่ปุ่นและชาวต่างชาติจำนวนมาก มารู้จักโมจิอร่อยแบบต่าง ๆ ของคนญี่ปุ่นกันนะคะ

ไดฟุกุ (Daifuku)

ไดฟุกุเป็นโมจิที่ได้จาการนำข้าวเหนียวนึ่งมาตำจนเหนียวได้ที่แล้วนำมาห่อไส้ต่าง ๆ เช่น ถั่วแดงกวนหรือถั่วขาวกวน เป็นต้น แล้วปั้นรูปทรงให้มีลักษณะกลมตามต้องการ ปัจจุบันมีการนำโมจิมาห่อด้วยถั่วแดงกวนและผลไม้ชนิดต่าง ๆ และเรียกชื่อไดฟุกุตามไส้ผลไม้ที่ห่อ เช่น สตรอว์เบอร์รี่ไดฟุกุ ซึ่งเป็นไดฟุกุที่มีไส้ถั่วแดงกวนและสตรอว์เบอร์รี่

ซากุระโมจิ (Sakura mochi)

ซากุระโมจิเป็นโมจิที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานในฤดูใบไม้ผลิ ได้จากการนำข้าวเหนียวนึ่งมาตำคล้ายไดฟุกุแต่มีเนื้อสัมผัสที่หยาบกว่า จากนั้นนำมาห่อด้วยไส้ถั่วแดงกวนและห่อรอบโมจิด้วยใบซากุระดอง โดยทั่วไปเนื้อโมจิจะมีสีชมพูอ่อนเพื่อใช้รับประทานในเทศกาลเด็กผู้หญิงและนั่งชมดอกซากุระในฤดูใบไม้ผลิ ใบซากุระดองจะให้ให้กลิ่นหอมปนเค็มทำให้ซากุระโมจิมีรสชาติอร่อยยิ่งขึ้น

วาราบิโมจิ (Warabi mochi)

วาราบิโมจิเป็นหนึ่งในโมจิที่เป็นที่นิยมของคนญี่ปุ่น ไม่ได้ทำจากข้าวเหนียวเหมือนไดฟุกุแต่ทำมาจากแป้งที่สกัดจากรากต้นวาราบิหรือเฟิร์นชนิดหนึ่ง วาราบิโมจิมีเนื้อสัมผัสคล้ายเยลลี่ คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานเพื่อสร้างความสดชื่นในฤดูร้อน การรับประทานวาราบิโมจิให้อร่อยนั้นต้องโรยด้วยผงถั่วเหลืองคั่วบดหรือคินาโกะ (Kinako) และราดด้วยน้ำเชื่อมคุโรมิซึ (Kuromitsu)

โบตะโมจิ (Botamochi) และ โอฮากิ (Ohagi)

โบตะโมจิและโอฮากิเป็นขนมโมจิที่ห่อด้วยถั่วแดงกวนหรืออังโกะ ขนมสองชื่อนี้เป็นขนมชนิดเดียวกันแต่มีชื่อเรียกต่างกันตามช่วงเวลาการนำมารับประทาน โบตะโมจิเป็นขนมโมจิที่ถูกปั้นให้มีรูปทรงคล้ายดอกโบตั๋นเพื่อรับประทานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ส่วนโอฮากินั้นถูกตั้งชื่อตามต้นฮากิหรือ Bush Clover ซึ่งเป็นไม้พุ่มที่ออกดอกสวยในช่วงฤดูใบไม้ร่วง นอกจากจะห่อด้วยถั่วแดงกวนแล้ว คนญี่ปุ่นยังนิยมนำโมจิมาคลุกผงถั่วเหลืองบด งาบด สาหร่ายและผงชาเขียว เป็นต้น

คุสะโมจิ (Kusamochi)

 

คุสะโมจิเป็นโมจิที่ได้จากการนำผงหญ้าโยโมกิหรือโกฐจุฬาลัมพามาผสมกับเนื้อโมจิ แล้วห่อด้วยไส้ถั่วแดงกวน เป็นโมจิที่มีรสหอมหวานอร่อยและดีต่อสุขภาพ

คุซึโมจิ (Kuzumochi)

คุซึโมจิเป็นโมจิใสที่ทำจากแป้งท้าวยายม่อมหรือคุซึ (Kuzu) เป็นของหวานยอดนิยมในหน้าร้อนที่อร่อยและสร้างความสดชื่นได้เป็นอย่างดี  วิธีการรับประทานคุซึโมจิให้อร่อยนั้นต้องโรยด้วยผงถั่วเหลืองบดคินาโกะและราดด้วยน้ำเชื่อมคุโรมิซึ คล้าย ๆ กับวิธีการรับประทานวาราบิโมจิ

โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนรู้สึกว่าโมจิที่ทำในญี่ปุ่นนั้นอร่อยกว่าเมืองไทย เช่นเดียวกับขนมไทยหลายชนิดที่อร่อยมากเฉพาะที่เมืองไทยเท่านั้น หากมาเยือนญี่ปุ่นลองหาซื้อโมจิหลากหลายชนิดมารับประทานดูนะคะ      UFABET เว็บตรง

เนงิโทโร่ (ネギトロ) “เมนูกำจัดของเหลือ” ที่กลายเป็นของทำกินก็ได้ ทำขายก็ดี

เนงิโทโร่ (ネギトロ) “เมนูกำจัดของเหลือ” ที่กลายเป็นของทำกินก็ได้ ทำขายก็ดี

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน หลังจากที่ผู้เขียนได้เขียนถึงเรื่องของ “เทกกะมากิ” จนเขียนเสร็จทนไม่ไหวต้องขับรถออกไปกิน “เทกกะมากิ” ที่ร้านอาหารญี่ปุ่นตรงถนนใหญ่แถวบ้าน กินเทกกะมากิหนึ่งจาน นิกิริซูชิอีกสองคำ ชาเขียวร้อนอีกหนึ่งกา จิบชา คีบซูซิเข้าปาก ช่างเป็นความสุนทรีย์ที่ทำให้อุ่นหัวใจจริงๆ (ฮา) พอดีไปเห็นเมนู “เนงิโทโร่” ซึ่งแต่ก่อนก็เคยกินที่แบบเป็นไส้ข้าวห่อสาหร่ายเหมือนกัน วันนี้เลยจะมาเล่าความเป็นมาว่าอาหารเมนูนี้ถูกคิดขึ้นมาได้อย่างไรนะครับ

คนยุคเอโดะไม่กิน “โทโร่”

สมัยก่อนยังไม่มีตู้เย็นใช้ วัตถุดิบอาหารจึงเน่าเสียง่าย ฉะนั้นซูชิในยุคเอโดะนั้นก็ไม่ได้กิน “ข้าวหน้าปลาดิบ” แบบที่ดิบจริงๆ อย่างคนสมัยนี้ ถ้าเป็นปลามากุโระเขาก็เอามาแช่โชยุ ก่อน คือต้องมีกรรมวิธีอย่างใดอย่างหนึ่งกับวัตถุดิบ ไม่แช่ซีอิ๊วก็ต้องไปจี่ไฟ (อะบุริ) ฉะนั้น ด้วยความที่สมัยก่อนไม่มีตู้เย็น ปลาเนี่ยเวลาจับมาได้ถ้ามันจะเริ่มเก่า เริ่มไม่สด ท้องปลานี่เน่าก่อนเลยนะครับ (ถ้าใครชอบเดินไปเลือกซื้อปลาทะเลจะรู้ว่าดูปลาสดไม่สดดูที่ท้องนะครับ ไม่สดนี่ท้องจะเละแตก) ฉะนั้น ยุคเอโดะเขาไม่กินท้องปลาครับ เขาทิ้ง

แต่พอมาตั้งแต่ยุคหลังสงคราม บ้านเมืองญี่ปุ่นก็เจริญขึ้น มีตู้แช่แข็ง ดังนั้นท้องปลาที่เคยเน่าเสียง่ายก็ไม่เน่าแล้ว กลายเป็นของกินได้กินดีมีราคา

ร้านต้นคิด “เนงิโทโร่”

ว่ากันว่าร้านที่เป็นต้นคิดเมนูนี้คือร้าน “คินทาโรซูชิ” (金太楼鮨) สาขามิโนวะ (三ノ輪店) ในย่านอาซาคุสะ โตเกียว มันคือ “เมนูกำจัดของเหลือ” จากการที่เวลาซื้อปลามากุโระมามากๆ มันจะมีส่วนที่เป็นเอ็นใกล้หัวกับหาง ซึ่งกินไม่อร่อย เอาไปทำซาชิมิหรือนิกิริซูชิก็ไม่ได้ ก็เลยคิดทำโดยเอามาบดให้แหลกๆ เป็นครีม มันก็กลายเป็นกินได้น่าจะอร่อยดีเพราะมีมัน แต่มันเคี้ยวไม่สนุก ทีแรกก็ว่าจะเอาไปเป็นไส้ข้าวห่อสาหร่าย แต่แล้วก็ลองเอาต้นหอม (เนงิ) อย่างที่เอาใส่โซบะหรืออุด้ง กับวาซาบิ ใส่เข้าไป เอาโปะข้าว ราดโชยุ กินดูก็อร่อย ไปๆ มาๆ เลยทำเป็นข้าวห่อสาหร่ายทดลองขายดู พอเห็นเสียงตอบรับดีเลยได้กลายเป็นเมนูใหม่ของร้านอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2507

หลังจากนั้น มาถึงปี พ.ศ. 2530 มีผู้ผลิตหัวใสที่เขาทำแปรรูปสัตว์น้ำอยู่แล้ว คือบริษัทอาคางิสัตว์น้ำ (赤城水産) ที่อำเภอชิบุคาวะ จังหวัดกุนมะ ทำ “เนงิโทโร่” สำเร็จรูปขายเสียเลย ซึ่งงานนี้ก็มาจากการ “กำจัดของเหลือ” อีกแล้วครับท่าน เดิมทีบริษัทอาคางิสัตว์น้ำนั้นเป็นซัพพลายเออร์ส่งปลามากุโระที่หั่นเป็นซาชิมิสำเร็จให้โรงแรม “อิคาโฮะออนเซ็น” (伊香保温泉) อยู่แล้ว จึงย่อมมีเศษชิ้นปลาที่เหลือจากการหั่นปลาเป็นซาชิมิ ซึ่งดูไปแล้วคนในบริษัทก็บ่นว่า “เสียดายของ” อย่ากระนั้นเลยเอามาแปรรูปให้ขายได้ดีกว่า เลยเอา “ไขมันปลามากุโระ” มาผสมกับเนื้อแดงที่เป็นเศษเหลือๆ ปั่นๆ แปรรูปออกมาให้กลายเป็นสินค้าขายได้ ซึ่งพวกร้านซูชิหมุนก็ซื้อเอา “เนงิโทโร่” นี้ไปทำอาหารขายตามร้าน ก็เลยยิ่งแพร่หลายขึ้นไปอีก

มาถึงตรงนี้แล้วท่านผู้อ่านคงรู้แล้วว่า “เนงิโทโร่” ไม่ได้ทำจาก “โทโร่” ที่เป็นเนื้อพื้นท้องปลามากุโระนะครับ (เพราะถ้าเป็นโทโร่จริงๆ เอาไปทำนิกิริซูชิขายได้ราคาดีกว่า) มันคือการเอาเศษชิ้นปลาที่เหลือจากการทำซาชิมิหรือนิกิริซูซิมาแปรรูป เช่นจากเอ็นปลาบ้าง เอาเนื้อแดงมาผสมกับมันปลา (บางทีก็น้ำมันพืช) บ้าง บางทีก็ใส่สีด้วย ส่วนสูตรที่ทำเนงิโทโร่ในครัวเรือนนั้น บางทีเอาเนื้อปลามากุโระเหลือๆ แหลกๆ มาใส่ “มายองเนส” ก็ยังได้เลยครับ เรียกว่าทำไงก็ได้ให้มันมีรสมันๆ เป็นใช้ได้ (ฮา)

เป็นของกินที่มีความเป็นมาน่าสนใจดีนะครับ แต่ว่า มาคิดดูอีกที ผู้เขียนชอบกินเนื้อแดงอย่าง “เทกกะมากิ” มากกว่าครับผม สล็อตเว็บตรง

ขอแนะนำบทความนี้ด้วย:

  1. ”เทกกะมากิ” ข้าวห่อสาหร่ายไส้ปลาทูน่า เขาว่าชื่อนี้มีที่มาเหมือน “แซนด์วิช” จริงหรือเปล่า!?
  2. แคลิฟอร์เนียมากิ จากซูชิในอเมริกาจนถึงอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทย 
  3. ภาพของ “ยามาดะ นางามาสะ” ในความรับรู้ของคนญี่ปุ่นผ่านสื่อ: จากยุคเอโดะถึงยุคปัจจุบัน (ตอนจบ)
  4. จัดอันดับหน้าซูชิตามแคลอรี่! เลือกทานซูชิแบบไหนดีไม่ให้อ้วน
รู้จักกับ “เนื้อซากุระ” ที่ไม่ได้ทำจากซากุระ?!

รู้จักกับ “เนื้อซากุระ” ที่ไม่ได้ทำจากซากุระ?!

พอเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแบบนี้ สิ่งแรกที่คนญี่ปุ่นนึกถึงก็มักจะเป็นดอกซากุระ และของกินในฤดูนี้ก็มักจะเป็นอาหารหรือขนมที่มีสีชมพูและมีซากุระเป็นวัตถุดิบ แต่สาระที่จะมานำเสนอในครั้งนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอาหารชนิดหนึ่งที่มีคำว่า “ซากุระ” อยู่ในชื่อด้วย แต่แทบไม่มีความเกี่ยวข้องกับซากุระเลยค่ะ

เนื้อซากุระ ที่ไม่ได้ทำจากซากุระ

สำหรับคนที่เคยไปเที่ยวแถวจังหวัดคุมาโมโตะหรือแถวจังหวัดนากาโนะนั้น อาจจะเห็นคำว่า “桜肉” (ซากุระนิคุ) ตามร้านอิซากายะหรือร้านเนื้อย่าง ถ้าเนื้อชนิดนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับดอกซากุระ แล้วมันคือเนื้ออะไรกันละ?

คำว่า 肉 (นิคุ) หมายถึง “เนื้อ” ส่วน “桜肉 (ซากุระนิคุ)” แปลตรงตัวว่า “เนื้อซากุระ” ซึ่งเนื้อนี้เป็นเนื้อที่มีสีชมพูสวยราวกับสีของซากุระ มีแคลอรี่ต่ำและมีโปรตีนสูง จึงเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แถมยังละลายในปากชวนฟินไม่รู้ลืมไปอีก แต่ทราบกันไหมคะว่า “桜肉”(Sakura Niku)” ที่ว่านี้ = “เนื้อม้า” ค่ะทุกคน

ที่มาของการทานเนื้อม้าเริ่มต้นมาได้อย่างไร?

การทานเนื้อม้าได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในฐานะอาหารท้องถิ่นประจำภูมิภาคแถบจังหวัดคุมาโมโตะ, ฟุกุชิมะ, นากาโนะ และที่อื่นๆ มาตั้งแต่สมัยก่อนแล้วล่ะค่ะ แต่พักหลังมานี้เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นเพราะความนิยมของเทรนด์รักสุขภาพนั่นเอง

ในสมัยของซามูไรชื่อ โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ (ค.ศ. 1537 – 1598) ไดเมียวคนหนึ่งที่ชื่อว่า คาโต คิโยมาสะ ได้ถูกส่งไปนำทัพที่เกาหลี ซึ่งในช่วงที่ข้ามทวีปไปแล้วเกิดปัญหาขาดแคลนอาหารขึ้น ทำให้จำเป็นต้องใช้เนื้อของม้าศึกเพื่อประทังชีวิต และเมื่อกลับมายังเมืองคุมาโมโตะที่ตนครองอยู่ คิโยมาสะก็ยังชื่นชอบการทานเนื้อม้าแล่ จึงเป็นที่มาของวัฒนธรรมการทานเนื้อม้าของคุมาโมโตะ และในปัจจุบันจังหวัดคุมาโมโตะยังขึ้นชื่อว่าเป็นจังหวัดที่ผลิตเนื้อม้าเป็นอันดับ 1 จากทั่วภูมิภาคอีกด้วย

แล้วทำไมต้องเรียกว่า “เนื้อซากุระ” ?

เนื่องจากประวัติของชื่อ “桜肉 (ซากุระนิคุ)” หรือ ”เนื้อซากุระ” นี้มีที่มาหลากหลายมากๆ จึงขอสรุปมาให้ดังนี้ค่ะ

1. ที่มาของชื่อที่ “เป็นที่รู้กัน”

ทราบกันหรือไม่คะว่าเดิมทีในสมัยเอโดะมีข้อห้ามเรื่องการทานเนื้อสัตว์ด้วย (เนื้อวัว, ม้า, หมู, ไก่ รวมถึงลิง) ซึ่งช่วงนั้นระดับชนชั้นสูงก็ปฏิบัติตามกันดีอยู่หรอก แต่ระดับชนชั้นทั่วไปก็มีแอบทานกันบ้าง ซึ่งในยุคนั้นเพื่อไม่ให้ถูกจับได้จึงมีการแปลงชื่อเนื้อต่างๆ เช่น เนื้อหมูป่า → 牡丹 (โบตั๋น), เนื้อกวาง → 紅葉 (โมมิจิ) และเนื้อม้า → 桜 (ซากุระ) และกลายเป็นว่าชื่อ “桜肉 (ซากุระนิคุ)” ก็ได้ถูกใช้มาจนถึงปัจจุบันค่ะ

2. ในฤดูซากุระเนื้อม้าจะยิ่งอร่อย

กล่าวกันว่าสัตว์ต่างๆ จะเก็บสะสมไขมันในช่วงฤดูหนาวเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น และเนื้อที่มีไขมันในปริมาณพอเหมาะจะยิ่งเป็นเนื้อชั้นยอด อาหารที่สัตว์กินเข้าไปก็มีผลด้วยเช่นกัน ม้านั้นกินหญ้าเขียว หญิงแห้ง พืช รวมถึงธัญพืชต่างๆ ที่เป็นอาหารชั้นดีในปริมาณมากตั้งแต่ช่วงฤดูร้อน และเมื่อมาถึงฤดูที่ซากุระบานจึงเป็นช่วงที่ไขมันของม้าจะอร่อยที่สุดค่ะ

3. เนื้อม้านั้นเป็นสีชมพูสวยราวกับสีซากุระ

สีของเนื้อม้าดิบจะเป็นสีชมพูแดงสด แต่เมื่อนำไปต้มหรือลวกสีเนื้อจะกลายเป็นสีชมพูสวยเหมือนกับสีของดอกซากุระเลยล่ะค่ะ ซึ่งคาดว่าเป็นองค์ประกอบทางเคมีของฮีโมโกลบินในเนื้อม้าที่มีธาตุเหล็กสูงด้วย (เนื้อม้ามีธาตุเหล็กมากกว่าเนื้อวัว 1.5 เท่า และมากกว่าเนื้อหมูถึง 3.5 เท่าเลยล่ะค่ะ)

4. ความเกี่ยวข้องกับเมืองซากุระ จังหวัดชิบะ

ในสมัยเอโดะมีฟาร์มเลี้ยงม้าสำหรับการจัดเตรียมม้าไว้ใช้งานอยู่ที่เมืองซากุระ จังหวัดชิบะ เนื่องจากเป็นเมืองที่อยู่ใกล้กับเมืองหลวง ดังนั้นสมัยก่อนหากพูดถึง “ม้า” ผู้คนก็มักจะนึกถึงคำว่า “ซากุระ”

เนื้อม้าขึ้นชื่อไม่ได้มีเฉพาะที่คุมาโมโตะเท่านั้นนะ

นอกจากจังหวัดคุมาโมโตะที่ขึ้นชื่อเรื่องเนื้อม้าเป็นอันดับ 1 แล้ว ในแถบจังหวัดฟุกุชิมะ ก็ยังมีเนื้อม้าของ “เมืองไอสึ” ที่ขึ้นชื่อไม่แพ้กัน ซึ่งที่นี่ไม่ได้นิยมทานเฉพาะเนื้อม้าแล่บางเท่านั้น แต่ยังมีส่วนอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็น ซี่โครง เนื้อส่วนซี่โครง หรือแม้แต่แผงคอก็นิยมทานกันอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีเมนูยอดนิยมอย่าง “ซูชิเนื้อม้า” ด้วยนะคะ และแน่นอนว่าเมนูสุกี้ยากี้เนื้อม้าก็เป็นที่นิยมเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าเนื้อม้าเป็นอาหารดังประจำท้องถิ่นที่นอกจากอร่อยแล้วยังมีคุณประโยชน์ทางโภชนาการอีกด้วยค่ะ    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

ทีนี้ก็ได้รู้จักกับ “เนื้อซากุระ” รวมถึงที่มาของชื่อนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้วใช่ไหมคะ อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า เนื้อม้าเป็นเนื้อชั้นดีที่มีคุณค่าทางอาหารที่หาไม่ได้ในเนื้อวัวและเนื้อหมู และปัจจุบันก็เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะหาซื้อเนื้อม้าได้ตามซุปเปอร์มาเก็ตนะคะ หากต้องการจริงๆ ต้องสั่งทางออนไลน์ค่ะ และถ้าเพื่อนๆ มีโอกาสแล้วอยากลองทานเนื้อม้าระดับพรีเมียมที่มีลายสวยงามล่ะก็ ขอแนะนำให้ลองเนื้อซากุระของจังหวัดคุมาโมโตะเลย